ads 728x90

เราจะดูแลเต้านมและหัวนมตัวเองอย่างไรในช่วงให้นมลูก

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาที่คุณแม่ที่กำลังให้นมลูกจะต้องเจอบ่อยๆ นั้นก็คือ ปัญหาคัดเต้านม, เจ็บปวดจากการบวมพอง หรือหัวนมอาจจะเป็นแผลหรือแตก ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เราจัดตำแหน่งการให้นมเจ้าตัวเล็กของเราไม่ถูกต้องเท่าไรนัก วันนี้เรามีเคล็ดลับการดูแลและป้องกันปัญหาเหล่านี้ค่ะ


ทำไมเต้านมถึงบวมหรือคัดหน้าอก
สาเหตุใหญ่มาจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง โดยจะเกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกออกมา โดยหน้าอกจะขยายตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูก (เป็นกลไกตามธรรมชาติ) สำหรับกรณีที่เกิดอาการบวม ให้บรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ผ้าอุ่นประคบก่อนให้นมลูก และใช้ผ้าเย็นประคบในระหว่างให้นม ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้วยังช่วยให้ลูกดูดนมได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย แต่บางกรณีมีอาการบวมมากจนอาจจะเป็นไข้ร่วมด้วยนั้น ขอให้ไปพบคุณหมอนะค่ะ อย่าได้ซื้อยาลดไข้หรือยาใดๆ มาทานเองในช่วงที่เราให้นมลูกเด็กขาด เพราะยาจะมีผลส่งต่อไปยังลูกของเราผ่านน้ำนมแม่ด้วย

ทำไมหัวนมแตกหรือเป็นแผล
ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ลูกของเราไม่งับหัวนมเข้าไปทั้งหมด การแก้ไขจึงแก้ไขได้ง่ายๆ นั้นคือการจัดท่าให้นมลูกให้ถูกต้อง คือ ให้จัดตำแหน่งหัวนมของเราอยู่ตรงตำแหน่งด้านบน บริเวณกลางลิ้นของลูก และลูกจะต้องงับหัวนมเข้าไปจนริมฝีปากบนและล่างมิดฐานนมพอดี

นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดในช่วงที่ลูกอายุประมาณ 3 เดือนเป็นต้นไป เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมตัวเองมากขึ้น บ่อยครั้งเวลาที่คุณแม่กำลังให้นมอยู่ ลูกก็กลับหันหน้า (ทั้งที่ยังงับหัวนมอยู่) ไปมอง ทำให้การหันหน้าไปมาขณะที่กำลังดูดนมแม่นั้น จะสร้างความเจ็บปวดและอาจจะทำให้เกิดแผลแตกของหัวนมได้

ทางแก้ไขคือ ให้อุ้มลูกโดยให้ลูกนอนตะแคงเข้าหาตัวแม่ จัดท่าให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย (เพื่อง่ายในการดูดนม) บริเวณท้ายทอยของลูกวางอยู่บริเวณแขนของแม่ โดยใช้มือและแขนคนละข้างกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองตัวลูกไว้ และใช้มือข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองเต้านม

ท่าอุ้มให้นมลูก
จากในรูปจะเห็นว่า คุณแม่ใช้มือซ้ายอุ้มลูกและประคองตัวลูกไว้ (เพราะว่าใช้เต้านมข้างขวาให้นมลูก) และใช้มือขวาประคองส่วนหัวของลูกให้แนบกับเต้านมมากขึ้น (ซึ่งถ้าเรามีหมอนก็สามารถเอามาหนุนศีรษะลูกแทนแล้วเอามือข้างขวามาช่วยประคองเต้านมไว้เผื่อลูกดูดนมแล้วหันหน้าหนี จะได้ไม่เกิดการดึงรั้งหัวนม

การป้องกันและรักษาอาการหัวนมแตกหรือเป็นแผล
การป้องกันเบื้องต้นสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินใดๆ ก็คือ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้คุณแม่ใช้น้ำนมของคุณแม่เองทาละเลงลงบริเวณหัวนมและปล่อยให้แห้งทุกครั้งหลังลูกดูดนม น้ำนมจะช่วยป้องกันการแห้งแตกของผิวบริเวณหัวนมได้ พอเวลาจะให้นมครั้งต่อไปคุณแม่ก็แค่ทำความสะอาดหัวนมอีกครั้งก็ให้ลูกดูดนมต่อได้ทันที

แต่หากเป็นแผลแตกแล้ว ควรจะงดให้ลูกดูดนมในเต้านมด้านที่เป็นแผล และแนะนำให้ไปพบคุณหมอ คุณหมอจะให้ครีมมา ซึ่งจะช่วยรักษาแผลแตกได้ดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น (แต่ระหว่างนี้ควรงดให้ลูกดูดนมข้างที่มีแผลแตกนี้อย่างเด็ดขาด) นอกจากนั้นหากเกิดอาการคัดเต้านม (ข้างที่เป็นแผล) คุณแม่ก็ควรจะบีบน้ำนมข้างนั้นออกเพื่อลดอาการคัดและปวดหน้าอก

นอกจากนั้นในกรณีที่เป็นผื่นแดง หรือรอยช้ำ หรือรู้สึกว่าบริเวณหน้าอกร้อนผิดปกติ ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่ากำลังติดเชื้อ อาการติดเชื้อเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ในเวลารวดเร็วถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้นอย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปนะค่ะ

เราจะดูแลเต้านมและหัวนมตัวเองอย่างไรในช่วงให้นมลูก

ปัญหาที่คุณแม่ที่กำลังให้นมลูกจะต้องเจอบ่อยๆ นั้นก็คือ ปัญหาคัดเต้านม, เจ็บปวดจากการบวมพอง หรือหัวนมอาจจะเป็นแผลหรือแตก ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เราจัดตำแหน่งการให้นมเจ้าตัวเล็กของเราไม่ถูกต้องเท่าไรนัก วันนี้เรามีเคล็ดลับการดูแลและป้องกันปัญหาเหล่านี้ค่ะ


ทำไมเต้านมถึงบวมหรือคัดหน้าอก
สาเหตุใหญ่มาจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง โดยจะเกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกออกมา โดยหน้าอกจะขยายตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูก (เป็นกลไกตามธรรมชาติ) สำหรับกรณีที่เกิดอาการบวม ให้บรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ผ้าอุ่นประคบก่อนให้นมลูก และใช้ผ้าเย็นประคบในระหว่างให้นม ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้วยังช่วยให้ลูกดูดนมได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย แต่บางกรณีมีอาการบวมมากจนอาจจะเป็นไข้ร่วมด้วยนั้น ขอให้ไปพบคุณหมอนะค่ะ อย่าได้ซื้อยาลดไข้หรือยาใดๆ มาทานเองในช่วงที่เราให้นมลูกเด็กขาด เพราะยาจะมีผลส่งต่อไปยังลูกของเราผ่านน้ำนมแม่ด้วย

ทำไมหัวนมแตกหรือเป็นแผล
ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ลูกของเราไม่งับหัวนมเข้าไปทั้งหมด การแก้ไขจึงแก้ไขได้ง่ายๆ นั้นคือการจัดท่าให้นมลูกให้ถูกต้อง คือ ให้จัดตำแหน่งหัวนมของเราอยู่ตรงตำแหน่งด้านบน บริเวณกลางลิ้นของลูก และลูกจะต้องงับหัวนมเข้าไปจนริมฝีปากบนและล่างมิดฐานนมพอดี

นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดในช่วงที่ลูกอายุประมาณ 3 เดือนเป็นต้นไป เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมตัวเองมากขึ้น บ่อยครั้งเวลาที่คุณแม่กำลังให้นมอยู่ ลูกก็กลับหันหน้า (ทั้งที่ยังงับหัวนมอยู่) ไปมอง ทำให้การหันหน้าไปมาขณะที่กำลังดูดนมแม่นั้น จะสร้างความเจ็บปวดและอาจจะทำให้เกิดแผลแตกของหัวนมได้

ทางแก้ไขคือ ให้อุ้มลูกโดยให้ลูกนอนตะแคงเข้าหาตัวแม่ จัดท่าให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย (เพื่อง่ายในการดูดนม) บริเวณท้ายทอยของลูกวางอยู่บริเวณแขนของแม่ โดยใช้มือและแขนคนละข้างกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองตัวลูกไว้ และใช้มือข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองเต้านม

ท่าอุ้มให้นมลูก
จากในรูปจะเห็นว่า คุณแม่ใช้มือซ้ายอุ้มลูกและประคองตัวลูกไว้ (เพราะว่าใช้เต้านมข้างขวาให้นมลูก) และใช้มือขวาประคองส่วนหัวของลูกให้แนบกับเต้านมมากขึ้น (ซึ่งถ้าเรามีหมอนก็สามารถเอามาหนุนศีรษะลูกแทนแล้วเอามือข้างขวามาช่วยประคองเต้านมไว้เผื่อลูกดูดนมแล้วหันหน้าหนี จะได้ไม่เกิดการดึงรั้งหัวนม

การป้องกันและรักษาอาการหัวนมแตกหรือเป็นแผล
การป้องกันเบื้องต้นสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินใดๆ ก็คือ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้คุณแม่ใช้น้ำนมของคุณแม่เองทาละเลงลงบริเวณหัวนมและปล่อยให้แห้งทุกครั้งหลังลูกดูดนม น้ำนมจะช่วยป้องกันการแห้งแตกของผิวบริเวณหัวนมได้ พอเวลาจะให้นมครั้งต่อไปคุณแม่ก็แค่ทำความสะอาดหัวนมอีกครั้งก็ให้ลูกดูดนมต่อได้ทันที

แต่หากเป็นแผลแตกแล้ว ควรจะงดให้ลูกดูดนมในเต้านมด้านที่เป็นแผล และแนะนำให้ไปพบคุณหมอ คุณหมอจะให้ครีมมา ซึ่งจะช่วยรักษาแผลแตกได้ดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น (แต่ระหว่างนี้ควรงดให้ลูกดูดนมข้างที่มีแผลแตกนี้อย่างเด็ดขาด) นอกจากนั้นหากเกิดอาการคัดเต้านม (ข้างที่เป็นแผล) คุณแม่ก็ควรจะบีบน้ำนมข้างนั้นออกเพื่อลดอาการคัดและปวดหน้าอก

นอกจากนั้นในกรณีที่เป็นผื่นแดง หรือรอยช้ำ หรือรู้สึกว่าบริเวณหน้าอกร้อนผิดปกติ ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่ากำลังติดเชื้อ อาการติดเชื้อเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ในเวลารวดเร็วถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้นอย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปนะค่ะ

ทำไมเวลาลูกดูดนมเสร็จต้องให้ลูกเรอทุกครั้ง

หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว (ไม่ว่าจะดูดนมแม่หรือผ่านขวดนม) สิ่งที่เราเห็นชินตากันมานานก็คือ การจับอุ้มเด็กพาดบ่าให้เรอ บางครั้งลูกก็แหวะนมออกมา ทราบหรือไม่ว่า ทำไมเด็กถึงต้องเรอหรือแหวะนมออกมา และถ้าไม่ให้เรอจะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง


โดยปกติหากลูกของเราดูดนมอย่างรวดเร็ว (อาจจะเพราะหิวจัด) บางครั้งก็อาจจะเผลอดูดอากาศเข้าไปด้วย ยิ่งถ้าให้ลูกดูดนมจากขวด (ในปัจจุบันมีผู้ผลิตขวดนมบางรายอ้างว่าสามารถออกแบบขวดนมแบบพิเศษเพื่อป้องกันลูกดูดอากาศเข้าไปเวลาดูดนมได้) ก็จะมีอากาศเข้าไปในท้องของลูกด้วย สำหรับกรณีที่ลูกดูดนมแม่นั้น ก็มีโอกาสที่ลูกจะเผลอดูดอากาศเข้าไปได้เช่นกันในจังหวะที่ลูกหยุดดูดและอาจจะเผลออ้าปากออกจากฐานนม

ทำไมเด็กถึงแหวะนมหรือเรอ
เนื่องจากว่ากล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารยังไม่แข็งแรง ดังนั้นการดูดนมเข้าไปมากๆ บ่อยครั้งลูกจะแหวะนมออกมาเล็กน้อย และอาจจะตามมาด้วยการเรอ

จะให้ลูกแหวะนมหรือเรอต้องทำได้อย่างไร
ทำง่ายๆ ด้วยการอุ้มลูกพาดบ่า โดยขอแนะนำว่าให้หาผ้าสะอาดนุ่มๆ สักหน่อยวางรองบนบ่าของเราไว้ก่อน จากนั้นอุ้มลูก โดยให้บริเวณคางของลูกเราวางอยู่บนผ้าที่เราวางเตรียมไว้ แล้วก็ลูบหลังลูกเบาๆ ซึ่งในช่วงจังหวะนี้ ลูกของเราก็อาจจะหันหน้ามองไปมองมา หรืออาจจะดมๆ บริเวณบ่า ไหล่ หรือเส้นผมของคุณแม่ รวมถึงอาจจะใช้มือจิก หรือเล่นกับผมของแม่ ก็ระวังจะโดนลูกดึงผมนะค่ะ ถ้าลูกมีอาการตัวงอนิดหน่อย แสดงว่าในท้องของเขามีลม ให้อุ้มไว้สักพักลูกก็จะแหวะนมหรือเรอออกมาเองค่ะ

สำหรับเด็กบางคนซึ่งอาจจะไม่ยอมแหวะนมหรือเรอ (ซึ่งมักจะเป็นเด็กที่ดูดนมเป็นจังหวะ และดูดอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง) พวกเขาอาจจะไม่ต้องการแหวะนมหรือเรอเลยก็ได้ ดังนั้นหากลองอุ้มพาดบ่าแล้ว ลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนม ก็ลองใช้วิธีวางลูกบนตักของคุณเอง โดยให้วางคว่ำและหันหน้าลูกไปทางด้านข้าง ซึ่งหากลูกมีลมในท้องหรือดูดนมมากเกินไปก็จะแหวะหรือเรอออกมาเองค่ะ

ถ้าลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนมจะเป็นไรไหม
หากลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนมออกมา ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ลูกไม่ได้มีลมในท้อง และดูดนมในปริมาณที่พอดีกับร่างกายของเขา ดังนั้นก็ไม่น่าห่วงค่ะ แต่หากลูกมีอาการงอตัว หลังจากดูดนม แต่ไม่ยอมเรอ อาจจะเป็นอาการบ่งบอกได้ว่า ลูกมีลมในท้องมาก ต้องให้ลูกเรอให้ได้ค่ะ อาจจะอุ้มพาดบ่าให้นานขึ้น ช่วยลูบไล่ลมให้ลูกหรือตบเบาๆ ที่หลังของลูกก็ได้ค่ะ ซึ่งหากลูกมีลมในท้องแต่ไม่สามารถเรอออกมาได้ ลูกอาจจะร้องเพราะปวดท้องได้ นอกจากนั้นในระหว่างมื้อนั้น หากในท้องของลูกมีลมมาก เราจะสังเกตได้ว่าลูกของเราอึดอัดและร้องไห้บ่อย

บางครั้งลูกอาจจะเรอออกมาเป็นเสียงเบามากๆ จนบางครั้งถ้าเราไปให้ความสนใจในเรื่องอื่น เราจะไม่ได้ยินเสียงลูกเรอออกมา ดังนั้นการให้ลูกเรอหรือแหวะนมออกก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญด้วยนะค่ะ

ทำไมเวลาลูกดูดนมเสร็จต้องให้ลูกเรอทุกครั้ง

หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว (ไม่ว่าจะดูดนมแม่หรือผ่านขวดนม) สิ่งที่เราเห็นชินตากันมานานก็คือ การจับอุ้มเด็กพาดบ่าให้เรอ บางครั้งลูกก็แหวะนมออกมา ทราบหรือไม่ว่า ทำไมเด็กถึงต้องเรอหรือแหวะนมออกมา และถ้าไม่ให้เรอจะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง


โดยปกติหากลูกของเราดูดนมอย่างรวดเร็ว (อาจจะเพราะหิวจัด) บางครั้งก็อาจจะเผลอดูดอากาศเข้าไปด้วย ยิ่งถ้าให้ลูกดูดนมจากขวด (ในปัจจุบันมีผู้ผลิตขวดนมบางรายอ้างว่าสามารถออกแบบขวดนมแบบพิเศษเพื่อป้องกันลูกดูดอากาศเข้าไปเวลาดูดนมได้) ก็จะมีอากาศเข้าไปในท้องของลูกด้วย สำหรับกรณีที่ลูกดูดนมแม่นั้น ก็มีโอกาสที่ลูกจะเผลอดูดอากาศเข้าไปได้เช่นกันในจังหวะที่ลูกหยุดดูดและอาจจะเผลออ้าปากออกจากฐานนม

ทำไมเด็กถึงแหวะนมหรือเรอ
เนื่องจากว่ากล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารยังไม่แข็งแรง ดังนั้นการดูดนมเข้าไปมากๆ บ่อยครั้งลูกจะแหวะนมออกมาเล็กน้อย และอาจจะตามมาด้วยการเรอ

จะให้ลูกแหวะนมหรือเรอต้องทำได้อย่างไร
ทำง่ายๆ ด้วยการอุ้มลูกพาดบ่า โดยขอแนะนำว่าให้หาผ้าสะอาดนุ่มๆ สักหน่อยวางรองบนบ่าของเราไว้ก่อน จากนั้นอุ้มลูก โดยให้บริเวณคางของลูกเราวางอยู่บนผ้าที่เราวางเตรียมไว้ แล้วก็ลูบหลังลูกเบาๆ ซึ่งในช่วงจังหวะนี้ ลูกของเราก็อาจจะหันหน้ามองไปมองมา หรืออาจจะดมๆ บริเวณบ่า ไหล่ หรือเส้นผมของคุณแม่ รวมถึงอาจจะใช้มือจิก หรือเล่นกับผมของแม่ ก็ระวังจะโดนลูกดึงผมนะค่ะ ถ้าลูกมีอาการตัวงอนิดหน่อย แสดงว่าในท้องของเขามีลม ให้อุ้มไว้สักพักลูกก็จะแหวะนมหรือเรอออกมาเองค่ะ

สำหรับเด็กบางคนซึ่งอาจจะไม่ยอมแหวะนมหรือเรอ (ซึ่งมักจะเป็นเด็กที่ดูดนมเป็นจังหวะ และดูดอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง) พวกเขาอาจจะไม่ต้องการแหวะนมหรือเรอเลยก็ได้ ดังนั้นหากลองอุ้มพาดบ่าแล้ว ลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนม ก็ลองใช้วิธีวางลูกบนตักของคุณเอง โดยให้วางคว่ำและหันหน้าลูกไปทางด้านข้าง ซึ่งหากลูกมีลมในท้องหรือดูดนมมากเกินไปก็จะแหวะหรือเรอออกมาเองค่ะ

ถ้าลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนมจะเป็นไรไหม
หากลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนมออกมา ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ลูกไม่ได้มีลมในท้อง และดูดนมในปริมาณที่พอดีกับร่างกายของเขา ดังนั้นก็ไม่น่าห่วงค่ะ แต่หากลูกมีอาการงอตัว หลังจากดูดนม แต่ไม่ยอมเรอ อาจจะเป็นอาการบ่งบอกได้ว่า ลูกมีลมในท้องมาก ต้องให้ลูกเรอให้ได้ค่ะ อาจจะอุ้มพาดบ่าให้นานขึ้น ช่วยลูบไล่ลมให้ลูกหรือตบเบาๆ ที่หลังของลูกก็ได้ค่ะ ซึ่งหากลูกมีลมในท้องแต่ไม่สามารถเรอออกมาได้ ลูกอาจจะร้องเพราะปวดท้องได้ นอกจากนั้นในระหว่างมื้อนั้น หากในท้องของลูกมีลมมาก เราจะสังเกตได้ว่าลูกของเราอึดอัดและร้องไห้บ่อย

บางครั้งลูกอาจจะเรอออกมาเป็นเสียงเบามากๆ จนบางครั้งถ้าเราไปให้ความสนใจในเรื่องอื่น เราจะไม่ได้ยินเสียงลูกเรอออกมา ดังนั้นการให้ลูกเรอหรือแหวะนมออกก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญด้วยนะค่ะ

เด็กทารกแรกเกิดต้องกินนมแค่ไหนถึงจะพอ

ตามธรรมชาติแล้ว เด็กทารกแรกเกิดจะมีความต้องการในการกินนมที่คล้ายๆ กัน แต่ก็มีเด็กบางคนเหมือนกันที่เกิดมาแล้วในช่วงแรกกลับเอาแต่นอนหลับ จนบางครั้งเมื่อถึงเวลากินนมก็ยังนอนหลับอยู่ แล้วเราจะต้องปลุกลูกขึ้นมากินนมไหม แล้วลูกของเราจะกินนมมากน้อยแค่ไหน เราจะรู้ได้ยังไงว่าลูกกินนมแค่นี้แล้วจะอิ่มหรือเปล่า ฯลฯ คำถามเหล่านี้เชื่อว่าคุณแม่มือใหม่หลายคนอาจจะเคยสงสัย วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ


ก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กทารกแรกเกิดก่อนนะค่ะ เด็กแต่ละคนเกิดออกมามีบุคลิกและนิสัยที่แตกต่างกัน แต่จะมีเหมือนกันคือ จะร้องเมื่อหิว และจะกินนมเมื่อหิวเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายกังวลก็คือ ลูกของเราจะกินนมอิ่มไหม กรณีที่เลี้ยงลูกด้วยนมขวด หรือให้ลูกดูดนมจากขวดนมก็อาจจะมีตัวเลขของน้ำนมเป็นเกณฑ์ เช่น ลูกดูดนมครั้งละ 2, 3 หรือ 4 ออนซ์ เป็นต้น กรณีที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (ลูกดูดนมจากอกแม่เอง) คุณแม่ก็คงจะวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ยาก แต่ทั้งหมดคุณแม่ทั้งหลายไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะค่ะ

โดยเฉลี่ยเด็กทารกแรกเกิดจะต้องการนมต่อวันประมาณ 2.5 – 3.0 ออนซ์ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ (ประมาณ 0.5 กิโลกรัม) ดังนั้นหากลูกมีน้ำหนักตัวแรกเกิด 4 กิโลกรัม (เด็กทั่วๆ ไปจะมีน้ำหนักแรกเกิดประมาณ 3.2 – 3.8 กิโลกรัม แต่ขอยกตัวอย่างเป็น 4 กิโลกรัมเพื่อง่ายในการคำนวนนะค่ะ) ดังนั้นปริมาณน้ำนมที่ลูกต้องการในแต่ละวันจะเท่ากับ ( 4 / 0.5) x 3 = 24 ออนซ์ต่อวัน นั้นแปลว่า จำนวนน้ำนมที่ลูกของเรา (ที่น้ำหนัก 4 กิโล) จะต้องการกินในแต่ละวัน (สูงสุด) ประมาณ 24 ออนซ์นั้นเอง ซึ่งโดยปกติลูกจะกินนมเกือบจะทุกๆ 2 ชั่วโมง ดังนั้นลูกของเราก็จะกินครั้งละประมาณ 2 ออนซ์ค่ะ (แต่กินบ่อยประมาณ 10-12 ครั้งต่อวัน)

ทั้งนี้การให้ลูกดูดนมแม่นั้น ลูกสามารถดูดนมแม่หมดเต้าในแต่ละข้างภายใน 5-7 นาทีแรกเลยทีเดียว แต่บ่อยครั้งลูกจะเริ่มผ่อนจังหวะการดูดนมช้าลง ซึ่งน้ำนมที่ลูกดูดทั้ง 2 เต้านั้น รวมๆ แล้วก็จะมีปริมาณที่พอเพียงสำหรับลูกได้ค่ะ ดังนั้นอย่าได้กังวลว่าลูกจะดูดนมแม่ได้น้อย หรือลูกจะไม่อิ่มนะค่ะ

บางครอบครัวก็กังวล (คิดไปเอง) ว่าน้ำนมที่มีนั้นน้อย กลัวลูกกินนมแม่อย่างเดียวจะไม่อิ่ม เลยมีนมวัวเสริมในบางมื้อด้วย ยิ่งจะทำให้ลูกอิ่มนานขึ้น ทำให้ลูกหิวและดูดนมแม่ได้ช้าลง กลไกการผลิตน้ำนมแม่ก็จะยิ่งผลิตน้อยลง เพราะน้ำนมแม่นั้น ยิ่งลูกดูดบ่อยแค่ไหน ระบบธรรมชาติของร่างกายคุณแม่ก็จะยิ่งผลิตน้ำนม (เพื่อให้มีน้ำนมปริมาณมากพอและมีทันลูกกิน) แต่เมื่อลูกไปกินนมวัวเพิ่ม ก็จะทำให้ระบบสร้างน้ำนมช้าลงไปอีก และเมื่อลูกดูดนมแม่ ก็จะมีน้ำนมน้อย แล้วพ่อแม่ก็กลับไปให้ลูกกินนมวัวอีก ก็ยิ่งซ้ำเติมและซ้ำวงจนเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายน้ำนมของแม่เองจะผลิตน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นหากตัดสินใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แล้ว ก็ไม่ต้องให้ลูกไปกินนมวัวนะค่ะ แต่ให้ลูกดูดนมแม่บ่อยๆ แม้จะมีน้ำนมน้อย แต่ก็เป็นแค่ช่วงวันแรกๆ หลังคลอดเท่านั้น ซึ่งตามธรรมชาติแล้วลูกของเราหลังจากที่เพิ่งออกมาดูโลกนั้น ยังสามารถอดทนได้รับน้ำนมในปริมาณที่น้อยได้ค่ะ

ถ้าถึงเวลากินนมแต่ลูกนอนหลับ ต้องปลุกลูกมากินนมไหม
เด็กทารกบางคนก็มีนิสัยเงียบๆ ชอบนอนมากๆ จนบางครั้งนอนแต่ละครั้งนานเกินกว่า 4 ชั่วโมง ซึ่งหากลูกเอาแต่นอนหลับนานจนเลยเวลาที่จะให้นมไปมากก็ควรจะปลุกลูกขึ้นมาให้ลูกกินนมบ้าง ยิ่งถ้าต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยแล้ว หากลูกนอนหลับในแต่ละครั้งมากกว่า 4 ชั่วโมงก็ควรจะปลุกลูกขึ้นมาให้เขาได้ดูดกระตุ้นน้ำนมด้วย เพราะปริมาณน้ำนมจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการดูดนมของลูกเท่านั้น แต่โดยมากพฤติกรรมเอาแต่นอนนั้นมักจะเป็นในช่วงวันแรกๆ หลังคลอดเขาเท่านั้นและอาการเหล่านี้จะหายไปเองเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน และลูกก็จะกลับมาเป็นปกติค่ะ

จะรู้ได้ไงว่าลูกร้องเพราะหิวนม

นช่วงสัปดาห์แรกที่ลูกเพิ่งจะออกมาดูโลกนั้น โดยมากลูกมักจะร้องไห้เพราะหิว ถ้าเราเปลี่ยนผ้าอ้อมก็แล้ว อุ้มโยกเบาๆ ก็แล้ว และลูกไม่ได้ร้องแบบเจ็บปวดทรมาน ก็แน่นอนว่าลูกของเรากำลังหิวแล้วนั้นเอง ยิ่งถ้าเราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยแล้ว ลูกจะหิวและร้องไห้กินนมเฉลี่ยทุก 2 – 3 ชั่วโมง (จะหิวบ่อยกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมวัว) ดังนั้นหากลูกร้องไห้หิวนมเกือบๆ จะทุก 2 – 3 ชั่วโมง ก็แสดงว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะว่านมแม่นั้นลูกสามารถย่อยได้เร็วกว่านมวัว


เด็กทารกแรกเกิดบางคนร้องหิวนมเกือบจะทุกชั่วโมงก็มีนะค่ะ อาการที่สังเกตได้ง่ายๆ อีกอย่างคือ เมื่อลูกร้องเพราะหิว เขาจะผงกศีรษะขึ้น อ้าปาก หรือบางคนก็ดูดปากตัวเอง หรือทำท่าเหมือนกำลัวพยายามจะดูดอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในปาก นั้นก็แปลว่าเขาหิวแล้วค่ะ

เมื่อลูกเติบโตขึ้น บางครั้งลูกร้องก็อาจจะไม่ใช่การร้องเพราะหิวเสมอไป บางครั้งลูกอาจจะร้องเพราะผวา ฝันร้าย รวมถึงตกใจเพราะเสียงรอบข้างดังเป็นต้น แต่เราก็ยังสามารถสังเกตได้จากอาการของลูกดังกล่าว รวมถึงดูเวลาว่าห่างจากการกินนมครั้งก่อนแค่ไหนแล้วก็ได้เช่นกัน

จะรู้ได้ไงว่าลูกกินนมอิ่มหรือเปล่า

หากให้ลูกดูดนมจากขวดนมก็สามารถวัดได้ง่ายเพราะมีจำนวนออนซ์แสดงไว้บนขวดนม สำหรับกรณีให้ลูกดูดนมจากอกแม่เอง ก็สามารถสังเกตได้ง่ายๆ ค่ะ โดยสังเกตจากปริมาณปัสสาวะและอุจจาระที่ลูกปล่อยออกมาได้โดยปกติหากลูกได้รับน้ำนมในปริมาณที่พอเพียงก็จะปัสสาวะบ่อยมาก ถ้าใช้เป็นผ้าอ้อมแบบเดิม (ผ้าอ้อมที่มาจากผ้าฝ้ายไม่ใช่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป) ก็จะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอย่างน้อยสัก 6-7 ครั้งต่อวันเป็นอย่างน้อย ก็ถือว่าเป็นปกติค่ะ ส่วนเรื่องอุจจาระก็จะมีลักษณะเหลืองๆ เหนียวๆ หรืออาจจะถ่ายอุจจาระวันเว้นวันก็เป็นเรื่องปกตินะค่ะ (กรณีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่)

คุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยให้ลูกดูดนมจากอกแม่โดยตรง ไม่ควรกังวลมากเกินไปว่าลูกเราวันนี้กินนมไปมากแค่ไหนแล้วในวันนี้ แค่ให้เขาได้กินนมทุกครั้งที่เขาหิว ตัวคุณแม่ก็จะรู้ได้เองค่ะว่าลูกได้รับน้ำนมพอหรือไม่ ตราบใดที่เขายังปัสสาวะทุกครั้งเมื่อได้กินนม ปากของเขาไม่แห้ง และเมื่อดวงตาของเขาไม่ดูอิดโรย

นอกจากนั้นโดยปกติแล้วหลังคลอด คุณหมอจะนัดคุณแม่กับคุณลูกให้ไปตรวจร่างกายอีก ซึ่งคุณหมอก็จะวัดความยาวและชั่งน้ำหนักตัวของลูก ซึ่งลูกก็จะมีอัตราการเพิ่มน้ำหนักและความยาวของตัวมากขึ้น สิ่งสำคัญคือคุณแม่เองห้ามกังวลหรือเครียดว่าลูกจะกินนมไม่พอหรือตัวเองจะมีน้ำนมไม่เพียงพอนะค่ะ เพราะความกังวลเหล่านั้นจะยิ่งทำให้ระบบการสร้างน้ำนมในตัวนั้นทำงานได้น้อยลง

นอกจากนั้นหากเราเลี้ยงลูกโดยให้เขาดูดนมจากอกของเรานั้น จะสังเกตได้ว่า ลูกจะดูดนมทั้ง 2 ข้างจนหมด และยังสามารถสังเกตได้หลังจากที่เขาดูดนมเสร็จแล้ว เขาจะแสดงท่าทีพอใจและอารมณ์ดีขึ้น มีความสุขหลังจากกินนม นั้นก็แปลว่าเขาอิ่มแล้วละค่ะ

จะรู้ได้ไงว่าลูกร้องเพราะหิวนม

นช่วงสัปดาห์แรกที่ลูกเพิ่งจะออกมาดูโลกนั้น โดยมากลูกมักจะร้องไห้เพราะหิว ถ้าเราเปลี่ยนผ้าอ้อมก็แล้ว อุ้มโยกเบาๆ ก็แล้ว และลูกไม่ได้ร้องแบบเจ็บปวดทรมาน ก็แน่นอนว่าลูกของเรากำลังหิวแล้วนั้นเอง ยิ่งถ้าเราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยแล้ว ลูกจะหิวและร้องไห้กินนมเฉลี่ยทุก 2 – 3 ชั่วโมง (จะหิวบ่อยกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมวัว) ดังนั้นหากลูกร้องไห้หิวนมเกือบๆ จะทุก 2 – 3 ชั่วโมง ก็แสดงว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ เพราะว่านมแม่นั้นลูกสามารถย่อยได้เร็วกว่านมวัว


เด็กทารกแรกเกิดบางคนร้องหิวนมเกือบจะทุกชั่วโมงก็มีนะค่ะ อาการที่สังเกตได้ง่ายๆ อีกอย่างคือ เมื่อลูกร้องเพราะหิว เขาจะผงกศีรษะขึ้น อ้าปาก หรือบางคนก็ดูดปากตัวเอง หรือทำท่าเหมือนกำลัวพยายามจะดูดอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในปาก นั้นก็แปลว่าเขาหิวแล้วค่ะ

เมื่อลูกเติบโตขึ้น บางครั้งลูกร้องก็อาจจะไม่ใช่การร้องเพราะหิวเสมอไป บางครั้งลูกอาจจะร้องเพราะผวา ฝันร้าย รวมถึงตกใจเพราะเสียงรอบข้างดังเป็นต้น แต่เราก็ยังสามารถสังเกตได้จากอาการของลูกดังกล่าว รวมถึงดูเวลาว่าห่างจากการกินนมครั้งก่อนแค่ไหนแล้วก็ได้เช่นกัน

จะรู้ได้ไงว่าลูกกินนมอิ่มหรือเปล่า

หากให้ลูกดูดนมจากขวดนมก็สามารถวัดได้ง่ายเพราะมีจำนวนออนซ์แสดงไว้บนขวดนม สำหรับกรณีให้ลูกดูดนมจากอกแม่เอง ก็สามารถสังเกตได้ง่ายๆ ค่ะ โดยสังเกตจากปริมาณปัสสาวะและอุจจาระที่ลูกปล่อยออกมาได้โดยปกติหากลูกได้รับน้ำนมในปริมาณที่พอเพียงก็จะปัสสาวะบ่อยมาก ถ้าใช้เป็นผ้าอ้อมแบบเดิม (ผ้าอ้อมที่มาจากผ้าฝ้ายไม่ใช่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป) ก็จะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกอย่างน้อยสัก 6-7 ครั้งต่อวันเป็นอย่างน้อย ก็ถือว่าเป็นปกติค่ะ ส่วนเรื่องอุจจาระก็จะมีลักษณะเหลืองๆ เหนียวๆ หรืออาจจะถ่ายอุจจาระวันเว้นวันก็เป็นเรื่องปกตินะค่ะ (กรณีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่)

คุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยให้ลูกดูดนมจากอกแม่โดยตรง ไม่ควรกังวลมากเกินไปว่าลูกเราวันนี้กินนมไปมากแค่ไหนแล้วในวันนี้ แค่ให้เขาได้กินนมทุกครั้งที่เขาหิว ตัวคุณแม่ก็จะรู้ได้เองค่ะว่าลูกได้รับน้ำนมพอหรือไม่ ตราบใดที่เขายังปัสสาวะทุกครั้งเมื่อได้กินนม ปากของเขาไม่แห้ง และเมื่อดวงตาของเขาไม่ดูอิดโรย

นอกจากนั้นโดยปกติแล้วหลังคลอด คุณหมอจะนัดคุณแม่กับคุณลูกให้ไปตรวจร่างกายอีก ซึ่งคุณหมอก็จะวัดความยาวและชั่งน้ำหนักตัวของลูก ซึ่งลูกก็จะมีอัตราการเพิ่มน้ำหนักและความยาวของตัวมากขึ้น สิ่งสำคัญคือคุณแม่เองห้ามกังวลหรือเครียดว่าลูกจะกินนมไม่พอหรือตัวเองจะมีน้ำนมไม่เพียงพอนะค่ะ เพราะความกังวลเหล่านั้นจะยิ่งทำให้ระบบการสร้างน้ำนมในตัวนั้นทำงานได้น้อยลง

นอกจากนั้นหากเราเลี้ยงลูกโดยให้เขาดูดนมจากอกของเรานั้น จะสังเกตได้ว่า ลูกจะดูดนมทั้ง 2 ข้างจนหมด และยังสามารถสังเกตได้หลังจากที่เขาดูดนมเสร็จแล้ว เขาจะแสดงท่าทีพอใจและอารมณ์ดีขึ้น มีความสุขหลังจากกินนม นั้นก็แปลว่าเขาอิ่มแล้วละค่ะ
 

Most Reading