ads 728x90

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด แสดงบทความทั้งหมด

วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556


วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?
 (รักลูก) โดย เพียงขวัญ

          ช่วงที่ลูกกำลังเปลี่ยนผ่านวัย เช่น มีพัฒนาการจากนอนนิ่ง ๆ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน ทำไมเด็กถึงเจ็บป่วยได้ง่ายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่ จะมีวิธีป้องกันหรือแก้ไขอย่างไร เรามีคำตอบ

วัยเปลี่ยนทำไมลูกป่วย
          เด็กวัย 0-3 ปีจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยพัฒนาการของเขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากการนอนราบเคลื่อนไหวแขนขาอยู่กับที่ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง การใช้นิ้วมือคล่องแคล่วขึ้นตามวัยไม่ว่าเห็นอะไรแปลกใหม่ หรือเห็นสิ่งของอะไรที่ไม่คุ้นก็จะหยิบทันทีแล้วเอามาสำรวจด้วยการเอาเข้าปาก อมบ้าง กัดบ้าง

ตามซอกตามมุมก็จะเป็นจุดดึงดูดให้ลูกวัยเบบี้คลานเข้าไปซึ่งสถานที่เหล่านั้นอาจมีแต่ฝุ่นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคสิ่งแวดล้อมรอบตัวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคหรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆเข้าสู่ร่างกายเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกป่วยในช่วงเปลี่ยนผ่านวัยนั่นเอง

โรคพึงระวังช่วงวัยเปลี่ยน
          ช่วงเปลี่ยนผ่านวัยคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังอาการท้องเสียและลำไส้อักเสบเป็นพิเศษ เพราะหนูน้อยจะโปรดปรานการสำรวจด้วยการหยิบของเข้าปากเป็นที่สุด ซึ่งอาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคบางชนิดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารทำให้ลูกป่วยและมีการขับถ่ายไม่ปกติ

ลักษณะอาการนำอย่างแรกที่อาจสันนิษฐานได้ว่า ลูกติดเชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่ลำไส้ คือ เป็นหวัดมีน้ำมูก มีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้ง/วัน และหากถ่ายมีมูกเลือดปนอาจเกิดจากลำไส้อักเสบติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ดังนั้น ควรรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง

สิ่งแวดล้อมดี...ลูกสุขภาพดี
          สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกน้อยท้องเสียมาจากการได้รับเชื้อโรคจากสิ่งของรอบตัว และการดูแลสุขอนามัยที่ไม่ดี ดังนั้น คุณแม่จึงควรจัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาดไม่ว่าจะเป็นพื้น บริเวณที่ลูกอยู่ หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ลูกจะหยิบเข้าปากรวมทั้งบริเวณที่ลูกจะเคลื่อนตัวไปสัมผัส ต้องสะอาดและไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคโดยมีวิธีดังนี้

          ดูแลสุขอนามัยของลูกและสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และครบทุกหมวดหมู่ ล้างมือของคุณแม่ให้สะอาดก่อนให้นมเสมอ เช็ดเหงื่อที่เต้านมก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าไม่เช็ด ผิวหนังบริเวณเต้านมอาจจะมีเหงื่ออับชื้น มีเชื้อก่อโรคปนเปื้อนอยู่ เมื่อลูกดูดนมแม่ก็อาจทำให้ลูกท้องเสียได้ ซักเสื้อผ้า เสื้อผ้าเด็กอ่อน ปลอกหมอน  เสื้อผ้าเด็กเล็ก ผ้ากันเปื้อนลูกให้สะอาด และตากแดดให้แห้ง อย่าให้อับชื้น เพราะเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดที่ไม่สะอาดอาจเป็นสาเหตุให้ผิวลูกมีโอกาสติดเชื้อ รวมทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้น มีเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราปนเปื้อนจะทำให้ผิวลูกมีตุ่มแดงและอักเสบได้ หมั่นทำความสะอาดของเล่น ของใช้ของลูกทุกวันหรือทุกครั้งที่มีการปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย

           ปัจจุบันมีการให้วัคซีนทางเลือกเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยในทารกมากขึ้น ถือเป็นทางออกในการช่วยป้องกันโรคให้ลูกน้อยได้อีกทางหนึ่ง

ปฏิบัตตามดังกล่าวจะช่วยให้ลยอย่างสมบูรณ์แข็งแรง


ขอบคุณที่มา kapook.com

วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556



วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?
 (รักลูก) โดย เพียงขวัญ

          ช่วงที่ลูกกำลังเปลี่ยนผ่านวัย เช่น มีพัฒนาการจากนอนนิ่ง ๆ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน ทำไมเด็กถึงเจ็บป่วยได้ง่ายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่ จะมีวิธีป้องกันหรือแก้ไขอย่างไร เรามีคำตอบ

วัยเปลี่ยนทำไมลูกป่วย
          เด็กวัย 0-3 ปีจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยพัฒนาการของเขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากการนอนราบเคลื่อนไหวแขนขาอยู่กับที่ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง การใช้นิ้วมือคล่องแคล่วขึ้นตามวัยไม่ว่าเห็นอะไรแปลกใหม่ หรือเห็นสิ่งของอะไรที่ไม่คุ้นก็จะหยิบทันทีแล้วเอามาสำรวจด้วยการเอาเข้าปาก อมบ้าง กัดบ้าง

ตามซอกตามมุมก็จะเป็นจุดดึงดูดให้ลูกวัยเบบี้คลานเข้าไปซึ่งสถานที่เหล่านั้นอาจมีแต่ฝุ่นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคสิ่งแวดล้อมรอบตัวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคหรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆเข้าสู่ร่างกายเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกป่วยในช่วงเปลี่ยนผ่านวัยนั่นเอง

โรคพึงระวังช่วงวัยเปลี่ยน
          ช่วงเปลี่ยนผ่านวัยคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังอาการท้องเสียและลำไส้อักเสบเป็นพิเศษ เพราะหนูน้อยจะโปรดปรานการสำรวจด้วยการหยิบของเข้าปากเป็นที่สุด ซึ่งอาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคบางชนิดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารทำให้ลูกป่วยและมีการขับถ่ายไม่ปกติ

ลักษณะอาการนำอย่างแรกที่อาจสันนิษฐานได้ว่า ลูกติดเชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่ลำไส้ คือ เป็นหวัดมีน้ำมูก มีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้ง/วัน และหากถ่ายมีมูกเลือดปนอาจเกิดจากลำไส้อักเสบติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ดังนั้น ควรรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง

สิ่งแวดล้อมดี...ลูกสุขภาพดี
          สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกน้อยท้องเสียมาจากการได้รับเชื้อโรคจากสิ่งของรอบตัว และการดูแลสุขอนามัยที่ไม่ดี ดังนั้น คุณแม่จึงควรจัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาดไม่ว่าจะเป็นพื้น บริเวณที่ลูกอยู่ หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ลูกจะหยิบเข้าปากรวมทั้งบริเวณที่ลูกจะเคลื่อนตัวไปสัมผัส ต้องสะอาดและไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคโดยมีวิธีดังนี้

          ดูแลสุขอนามัยของลูกและสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และครบทุกหมวดหมู่ ล้างมือของคุณแม่ให้สะอาดก่อนให้นมเสมอ เช็ดเหงื่อที่เต้านมก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าไม่เช็ด ผิวหนังบริเวณเต้านมอาจจะมีเหงื่ออับชื้น มีเชื้อก่อโรคปนเปื้อนอยู่ เมื่อลูกดูดนมแม่ก็อาจทำให้ลูกท้องเสียได้ ซักเสื้อผ้า เสื้อผ้าเด็กอ่อน ปลอกหมอน  เสื้อผ้าเด็กเล็ก ผ้ากันเปื้อนลูกให้สะอาด และตากแดดให้แห้ง อย่าให้อับชื้น เพราะเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดที่ไม่สะอาดอาจเป็นสาเหตุให้ผิวลูกมีโอกาสติดเชื้อ รวมทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้น มีเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราปนเปื้อนจะทำให้ผิวลูกมีตุ่มแดงและอักเสบได้ หมั่นทำความสะอาดของเล่น ของใช้ของลูกทุกวันหรือทุกครั้งที่มีการปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย

           ปัจจุบันมีการให้วัคซีนทางเลือกเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยในทารกมากขึ้น ถือเป็นทางออกในการช่วยป้องกันโรคให้ลูกน้อยได้อีกทางหนึ่ง

ปฏิบัตตามดังกล่าวจะช่วยให้ลยอย่างสมบูรณ์แข็งแรง


ขอบคุณที่มา kapook.com


เทคนิคกล่อมเด็กให้หลับง่ายๆ


ควบคุมระดับเสียงในบ้าน ไม่ให้มีเสียงดังจนเกินไป เปิดเพลงกล่อมเด็กเบาๆซึ่งเป็นการกล่อมเด็กให้นอนได้ดีไม่น้อย

การให้ความรักความอบอุ่นกับลูกน้อย ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้เด็กคุ้นเคยกับคุณพ่อคุณแม่

ลูบบนร่างกายของเด็ก บริเวณท้ายทอย บริเวณหน้าผากจะช่วยให้เด็กนอนหลับได้เร็วขึ้น

ไกวเปล ช่วยทำให้เด็กนอนหลับได้ง่ายโดยเพิ่มตัวช่วยด้วยการแขวนโมบายไว้ด้านบน

หยดน้ำหอมที่คุณแม่ใช้เป็นประจำ ที่มุมของผ้าห่มของเด็กจะช่วยให้เด็กหลับได้ เพราะเด็กจะรู้สึกถึงความอบอุ่นเหมือนคุณแม่อยู่ใกล้ๆตลอดเวลา

เหน็บชายผ้าห่มให้รัดตัวเด็ก จะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับอยู่ในครรภ์มารดาวิธีนี้ช่วยให้เด็กนอนหลับได้อย่างยาวนาน เสื้อผ้าเด็กเล็ก

พ่อแม่ยุคนี้ ...เผลอลืมอะไร

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556



พ่อแม่ยุคนี้ ...เผลอลืมอะไร (modernmom) โดย: พญ.พรรณพิมล วิปุลากร

                            จากรายงานการสำรวจพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม จริยธรรมของเด็กอายุ 1-14 ปี ซึ่งดำเนินงานโดยแผนงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข มีข้อมูลที่พ่อแม่อาจต้องหันมามองว่าได้ลืมช่วยลูกให้เรียนรู้เรื่องที่ สำคัญไปเรื่องหนึ่ง คือความรู้สึกเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น ผลการสำรวจครั้งนี้เสนอส่วนที่ควรพัฒนา ในเด็กอายุ 1-5 ปี คือการทำตามระเบียบและความเห็นใจผู้อื่น ในเด็กอายุ 6-9 ปี ด้านความเมตตาและการควบคุมอารมณ์ ในเด็กอายุ 10-14 ปี ด้านความคิดวิเคราะห์ ตระหนักรู้ในตน ความเห็นใจผู้อื่นและคุณธรรมจริยธรรม



                            ใน ทุกช่วงอายุมีข้อเสนอว่า ควรพัฒนาเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แสดงว่าเป็นส่วนที่เด็กไทยเริ่มสะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้รับการเรียนรู้ให้ รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ตัวอย่างของการสำรวจ ในช่วงอายุ 1-5 ปีถามเรื่องความสามารถของเด็กที่จะรับรู้ถึงอารมณ์หรือความรู้สึกของคนอื่น กังวลสงสารเวลาเห็นคนเจ็บปวด อายุ 6-9 ปีถามเรื่องชอบช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักแบ่งปัน ไม่รังแกสัตว์ ในเด็กอายุ 10-14 ปีถามเรื่อง เล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส หยิบเงินพ่อแม่หรือผู้อื่น หยิบของในร้านค้า และลอกข้อสอบถ้าจำเป็น ซึ่งพบว่าเด็กยอมรับการลอกข้อสอบเมื่อจำเป็นเพิ่มมากขึ้น

                            "ทำไม พ่อแม่ต้องสนใจที่จะสอนลูกเรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ เป็นธรรมชาติของเด็กแต่ละคนที่จะมีคุณลักษณะนี้เองไหม ถ้าไม่สอนจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก สอนแค่เรื่องรู้จักตนเอง มีความสามารถในการดูแลตนเองไม่พอหรือ"

                            ถ้า พ่อแม่กำลังตั้งคำถามเหล่านี้กับตัวเอง ลองมาตอบไปพร้อมกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และเมื่อทำการสำรวจครั้งต่อไปข้อมูลยังแสดงว่าเด็กไทยมีปัญหาเรื่องการพัฒนา ความสามารถในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น

                            ความ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นความสามารถที่เด็กจะเข้าใจความรู้สึกของบุคคลอื่น รู้สึกได้ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น และจะพัฒนาจนสามารถรู้ได้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไร คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร และยอมรับความรู้สึกของคนอื่นที่อาจแตกต่างไปจากที่เราคิด เป็นความสามารถที่จะเข้าใจโลกในมุมของคนอื่น อยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยความเข้าใจ เด็กที่มีความสามารถเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นเด็กที่มักประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตที่โรงเรียนและสามารถเข้าใจ สถานการณ์ทางสังคม พบว่าเด็กส่วนหนึ่งพัฒนาความเป็นผู้นำที่ดีจากความรู้สึกนี้ เด็กที่ขาดทักษะนี้จะพัฒนาเป็นบุคคลที่ไม่เข้าใจกติกาทางสังคม ต่อต้าน สนใจแต่เรื่องของตนเอง ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างการเรียนรู้นี้ให้กับเด็ก ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่วัยทารกว่าเด็กมีการรับรู้และมีปฎิกิริยาต่ออารมณ์ความ รู้สึกของบุคคลอื่น และเป็นความสามารถที่เกิดจากการเรียนรู้มากกว่าเกิดขึ้นเองจากปัจจัยภายใน หรือลักษณะของตัวเด็ก พ่อแม่จึงเป็นคนสำคัญที่สอนลูกให้เรียนรู้การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

                            ความ เห็นใจผู้อื่นเกิดตั้งแต่วัยเด็กเล็ก เด็กอายุ 2-3 ขวบที่เห็นแม่ร้องไห้จะยื่นตุ๊กตาตัวโปรดของเขาให้แม่กอด ซึ่งแสดงว่าเด็กรับรู้และเชื่อมโยงตนเองกับความรู้สึกของคนอื่น เขาอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ร้องไห้ แต่เขารู้ว่าเกิดความรู้สึกไม่สบายขึ้น และเขายื่นตุ๊กตาที่เขาคิดว่าช่วยเขาได้ให้กับแม่ เด็กที่โตขึ้น 4-5 ขวบจะสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกของตนเองกับคนอื่น เช่น เขาเห็นเพื่อนแสดงอาการปวดท้อง เด็กอีกคนจะเข้ามาพยายามดูแล เขาจะลูบท้องให้เพื่อน รู้สึกเหมือนเขาปวดท้องไปด้วย เขาสามารถเรียนรู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ถ้าสิ่งนั้นเกิดกับเขาแบบเดียวกัน เขาจะเริ่มเข้าใจการเปรียบเทียบให้เห็นว่าถ้ามีคนเอาของเล่นเขาไป เขารู้สึกอย่างไร ถ้าเพื่อนถูกเอาของเล่นไป เพื่อนจะรู้สึกอย่างไร

                            ใน ขณะที่สถานการณ์ทางสังคมมุ่งไปที่การแข่งขัน ความสำเร็จเกิดจากความแข็งแกร่งที่จะต่อสู้ชนะคนอื่น เด็กๆ เติบโตกับบรรยากาศที่สอนเรื่องตัวเอง และการเอาตัวรอด ยิ่งเปิดประเทศสู่สนามนานาชาติ ยิ่งต้องพัฒนาคุณสมบัติด้านศักยภาพมากขึ้น ความเก่งและความสำเร็จวัดกันที่ตัวบุคคล ผู้ใหญ่สร้างตัวแบบการสนใจนลตนเองและความสำเร็จของตัวเราที่ละเลยคนอื่น ละเลยธรรมชาติ เด็กที่เห็นต้นแบบเช่นนี้จะละเลยเรื่องอารมณ์ความรู้สึก และเริ่มสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยความก้าวร้าว เราอยากให้คนอื่นเห็นใจเรา เราก็ต้องสอนลูกให้รู้จักเห็นใจคนอื่น แม้ความเข้าใจเห็นใจผู้อื่นจะเริ่มมาตั้งแต่วัยเด็กเล็ก แต่พ่อแม่สามารถเริ่มต้นสร้างการเรียนรู้ที่จะเข้าใจเห็นใจผู้อื่นได้กับลูก ทุกวัย

สอนให้ลูกรับรู้ความรู้สึก

                            เด็ก สามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นได้ การใช้เรื่องเล่า นิทานที่ทำให้เด็กได้รับรู้ความรู้สึก เด็กจะเชื่อมโยงเรื่องความรู้สึกได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถ้าพ่อแม่แสดงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เด็กจะเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เด็กไม่ได้เรียนรู้ความรู้สึกด้วยการสอนแบบตำหนิ หรือสั่งให้รู้สึก เช่น ทำไมลูกแย่อย่างนี้ ไม่แบ่งของให้น้องเล่นเลย คำพูดแบบนี้กลับไปปิดกั้นการทำความเข้าใจความรู้สึกคนอื่นของลูก และพัฒนาเป็นความก้าวร้าว การจัดการที่ยอมรับอารมณ์ที่เกิดขึ้นของเด็ก การช่วยให้เขาเข้าใจความรู้สึกของน้อง จะทำให้เด็กมีทางเลือกที่ดีกว่า

สอนลูกให้เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น

ความ เห็นใจเกิดจากความเข้าใจความรู้สึกคนอื่น ที่เกิดจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วยความรู้สึกเป็นสุขใจของตัวเรา ความเข้มแข็งทางจิตใจและความสามารถที่จะมองความขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกมีปัญหากับเพื่อน ถ้าลูกได้รับการฝึกที่ดี ลูกจะเริ่มจากความเข้าใจว่าเราเป็นสุขเวลาที่เพื่อนเล่นหรือพูดคุยกับเรา เพื่อนจะเป็นสุขถ้าได้รับสิ่งเดียวกัน   ด้วยความเข้มแข็งทางใจของลูกที่ได้รับจากการดูแลเอาใจใส่และความภาคภูมิใจใน ตัวเอง ลูกจะเห็นว่าเพื่อนอาจจะไม่ได้เก่งเหมือนเขาทำให้เพื่อนมีปฏิกิริยาต่างไป จากลูก ลูกจะมองความขัดแย้งด้วยความเข้าใจมากขึ้นและมองการแก้ปัญหากับเพื่อนด้วย วิธีที่ยอมรับซึ่งกันและกัน และนำไปสู่ความสามารถในการจัดการสถานการณ์ขัดแย้งได้ดี แทนที่จะโกรธ โมโห หรือกดดันวุ่นวายใจกับปัญหาเรื่องเพื่อน

สอนให้ลูกรู้จักให้คนอื่น

                            การ แบ่งปันให้คนอื่นเป็นการเริ่มต้นที่เด็กจะสัมผัสการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมทั้งการที่เด็กดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยง ไปร่วมกิจกรรมที่เป็นการทำแบบจิตอาสา หรือแม้แต่การรู้ว่าเขาสามารถปลอบใจ ให้กำลังใจคนอื่น ในเวลาที่มีใครป่วย ไม่สบาย หรือไม่สามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้ เขาสามารถเป็นผู้ช่วยเหลือคนอื่นได้ เวลาเขาทำให้คนอื่น เขาจะสัมผัสได้ว่าถ้าเป็นเขาเป็นคนที่ขาดแคลน เจ็บป่วย ไม่สบาย เขาจะรู้สึกอย่างไร

เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดถึงความรู้สึกคนอื่น

                            จาก การพูดคุยถึงสถานการณ์ที่เกิดรอบตัว หรืออ่านหนังสือด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนวิธีคิดที่จะปลูกฝังให้เด็กมีมุมมองที่จะมองจากมุมของคน อื่นบ้าง เช่น ความเข้าใจผิดเวลาเราตัดสินคนอื่นจากภายนอก ถ้าเราเป็นเขาที่ถูกคนอื่นมองอย่างเข้าใจผิด ถ้าเรามีรูปร่างที่ต่างจากคนอื่นด้วยความพิการหรือถูกล้อเลียน ถ้าคนอื่นหยิบเอาของของเราไป หรือถ้าเราเหนื่อยมาก มีใครซักคนเข้ามาช่วยเราเรารู้สึกอย่างไร เรื่องเล่า การอ่าน และการพูดคุยแบบนี้สร้างภาพและความทรงจำที่เด็กรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง

                            ชื่น ชมความมีน้ำใจของลูก ความเห็นใจผู้อื่นไม่ได้เกิดจากการตำหนิ ต่อว่า แต่เกิดจากความตั้งใจที่เราจะแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็เห็นแก่ตัว ให้คนอื่นให้ก่อนแล้วเราถึงจะให้ได้ พ่อแม่ควรชื่นชมการแสดงออกของเด็กทันที เช่น "พ่อหายเหนื่อยเลย เห็นลูกช่วยกันคลุกข้าวให้เจ้าตูบ" "ดูคุณย่าสิ ยิ้มแก้มปริเลยที่หนูไปอยู่เป็นเพื่อน" การส่งสัญญาณแบบนี้จะทำให้ลูกเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ควรทำ

สุด ท้ายคงไม่มีอะไรที่มีพลังมากไปกว่าการแสดงออกของพ่อแม่เองที่เป็นต้นแบบของ ความเข้าใจเห็นใจกันในครอบครัว เสื้อผ้าเด็กอ่อน และแสดงออกให้เห็นในสถานการณ์ที่ใช้ชีวิตในสังคม อย่าลืมว่าความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเกิดจากการเรียนรู้ที่พ่อแม่สร้างให้เกิด ขึ้น ให้เป็นของขวัญกับลูก ให้ลูกมีอารมณ์ความรู้สึกที่ดีจากภายใน สามารถเผชิญสถานการณ์ภายนอกด้วยทางเลือกที่ดี และมีความรู้สึกที่ดีต่อโลกที่อยู่รอบตัวเขาด้วยตัวเขาเองที่หยิบยื่นสิ่ง ที่ดี ๆ ให้กับสังคม

ขอขอบคุณ http://www.mom2kids.com

การดูโทรทัศน์ในเด็กเล็กๆ เป็นอันตรายหรือไม่ ?

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


ผลกระทบของการดูโทรทัศน์ในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ เป็นเรื่องที่เถียงกันอย่างมาก ทุกๆ ปีมีการทำสถิติเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของเด็ก และพบว่าเด็กบางกลุ่มมีสัญญาณเตือนที่น่ากลัว

                     โดยเฉลี่ยเด็กอเมริกันดูโทรทัศน์ 4 ชม. ต่อวัน (ที่มา www.app.org) ในขณะที่ร้อยละ 20 ของเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบมีโทรทัศน์ในห้องพวกเขา ในเด็กทารกอายุ 3 เดือนลงมามีถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่ดูโทรทัศน์ และมีเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสำหรับเด็กอายุ 2 ขวบ (ที่มา http://seattlepi.nwsource.com/local/314676_babytube08.html) การศึกษาพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของเด็กในปี ค.ศ. 2003 พบว่าเด็ก 6 เดือนถึง 6 ปี ใช้เวลาถึงสองชั่วโมงกับ “สื่อจอ” เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และวิดีโอเกม (ที่มา CBS News) การศึกษายังพบอีกถึงการใช้เวลาที่ใช้ดูโทรทัศน์มากขึ้นและการอ่านที่น้อยลง

                    การศึกษาพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ในเด็กเหล่านี้ทำโดยแพทย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ ได้แนะนำให้ลดการดูโทรทัศน์ลงในเด็ก วีดีโอชุดหนึ่งที่ผลิตออกมาในต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2007 อย่างเช่น “Baby Einstein” และ “Brainy Baby” พบว่าอาจเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของเด็ก วิดีโอเหล่านี้ซึ่งมีผลิตในรูปแบบ VHS และ DVD ในเนื้อหามีบทสนทนาเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ทับต่อเนื่อง และมักจะไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งยากที่จะเข้าในเนื้อเรื่อง แต่วิดีโอชุดนี้ก็เป็นที่นิยมอย่างมาก อย่างเช่นชุด “Baby Einstein” ได้รับรายได้มากกว่า 500 ล้านเหรียญ (ที่มา Boston Globe) และ Disney ได้ซื้อบริษัทนี้ในปี ค.ศ. 2001 (ที่มา Denver Post)

                    ผู้ปกครองส่วนมาก กล่าวว่าพวกเขาใช้วิดีโอเหล่านี้เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเด็ก การเปิด DVD ชุด “Baby Einstein” ให้เด็กดูเพื่อที่จะให้คุณแม่หรือคุณพ่อสามารถทำความสะอาดบ้านหรือจัดเตรียมอาหาร หรือดูแลงานอื่นๆ ได้ แต่นักวิจัยพบปัญหาว่าวีดีโอเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์และอาจจะเป็นอันตรายต่อพวกเด็ก ๆ ได้

                    ปัญหาไม่เพียงเฉพาะเนื้อหาวิดีโอ ที่บทสนทนาที่มีเพียงเล็กน้อยหรือภาพต่อเนื่องที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่วิดีโดชุดนี้ยังอาจมีผลถึงการพัฒนาการของสมองในเด็กทารก สมองของเด็กเป็นสิ่งสำคัญมากในเด็กก่อนอายุ 2 ขวบ ซึ่งเป็นการพัฒนาเชื่อมต่อระบบประสาทและเติบโตขนาดของสมอง จำเป็นต้องมีสิ่งเร้าในการกระตุ้นการพัฒนาการของสมอง นักวิจัยแย้งว่าวิดีโอไม่ให้สิ่งเร้านี้

การศึกษาวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร “Journal of Pefiatrics” สุมตัวอย่าง 1,000 ครอบครัว ทดสอบเด็กอายุ 8 เดือนถึง 16 เดือน สำรวจให้เด็ก 32 เปอร์เซ็นต์ดูวิดีโอ โดยเด็ก 17 เปอร์เซ็นต์ของพวกเขาดูวิดีโดอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวัน ทดสอบใช้วิดีโอชุด “Baby Einstein” ว่ามีผลต่อการพัฒนาการของพวกเขาหรือไม่ โดยเน้นไปที่คำศัพท์ โดยเฉลี่ยทุกชั่วโมงของทุกวันเด็กที่ดูวิดีโอนี้เขารู้คำศัพท์น้อยลง 6-8 คำเมื่อเทียบกับเด็กอายุเดียวกัน แต่เด็กที่มีอายุ 17 -24 เดือน เมื่อทดสอบแล้วไม่มีผลกระทบใดๆ

                    สถานบันชั่นนำ “Frederick Zimmerman” ของมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าวว่า “ไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงประโยชน์ที่มาจากดีวีดีและวิดีโอของเด็กเล็ก และมีคำแนะนำบางอย่างถึงอันตรายกับเด็กเล็ก” (ที่มา Forbes)


                    ดังนั้นเราควรห้ามให้เด็กเล็กๆ ดูโทรทัศน์หรือไม่ ? ในตอนต่อไปเราจะไปถึงนักวิจัยคนอื่นพูดถึงการดูโทรทัศน์ในเด็กเล็ก และผู้เชี่ยวชาญแนะนำการดูโทรทัศน์ในเด็กเล็ก

การดูแลรักษาเสื้อผ้าเด็กอ่อน


การดูแลรักษาเสื้อผ้าเด็กอ่อน
ปกป้องรักษาอาการแพ้เสื้อผ้าที่สวมใส่ โดยการคัดเสื้อผ้าที่เหมาะสม

           เสื้อผ้าเด็ก เด็กทารก มักมีปัญหาโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งโดยมากมาจากผง หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่สะอาด หรือมีสารเคมีแอบแฝงอยู่ โดยสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือเสื้อผ้าของลูกนี่เองค่ะ          

       เลือกคัดซื้อ เสื้อผ้าเด็ก จากเส้นใยธรรมชาติ โดยอย่างยิ่งผ้าฝ้ายจากเส้นใยธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไม่มีการย้อมด้วยสารเคมี น้ำหอม หรือสาร formaldehyde resins อีกทั้งเนื้อผ้าเองก็มีความโปร่งสบายสามารถระบายอากาศได้ง่าย แม้ว่าจะมีมูลค่าแพงอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า          
         เนื่องด้วยผ้าฝ้ายจากเส้นใยธรรมชาติเหล่านี้มีความทนต่อการซักรีดสูง นอกจากจะใช้งานได้นานแล้วเจ้าตัวเล็กก็จะได้ไม่ต้องทรมานจากอาการระคายเคือง และตุ่มเล็กๆคัน        
        ซัก เสื้อผ้าเด็ก ให้ถูกวิถีทาง เนื่องด้วยว่าความสะอาดของ เสื้อผ้าเด็ก เป็นปัจจัยสำคัญ หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลไม่ทั่วถึงก็อาจมีผลให้ลูกเกิดอาการแพ้เสื้อผ้าได้

ฉะนั้นหลังซื้อเสื้อผ้ามาแล้ว ควรซักก่อนให้ลูกใส่ค่ะ เนื่องด้วยแม้จะเป็นเสื้อผ้าเด็กชุดใหม่ แต่ก็อาจมีเศษฝุ่นหรือสารตกค้างที่มาจากกรรมวิธีการผลิต รวมถึงการสัมผัสระหว่างการผลิตก่อนหน้านี้ด้วย          
          ในการซักเสื้อผ้าเด็ก ไม่ควรใช้ผงซักฟอก เนื่องด้วยระดับความร้ายแรงของสารซักล้างของผู้ใหญ่อาจไม่เหมาะสมกับสภาพผิว ของลูก จึงควรเลือกคัดผลิตภัณฑ์สำหรับลูกโดยเฉพาะ เมื่อใดก็ตามที่เด็ก ๆ มีอาการคันเนื่องแต่การแพ้เสื้อผ้า เราไม่สามารถสั่งหรือดูแลไม่ให้เขาเกาตุ่มหรือเกาตรงบริเวณที่คันได้ ซึ่งอาจจะเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อที่ผิวหนังในเวลาต่อมา ฉะนั้นป้องกันก่อนที่จะสายย่อมดีกว่าแน่นอน

ขอบคุณข้อความดีๆ จาก http://www.select2baby.com/article

การเลือกของเล่นให้เหมาะสมกับวัย

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


การเลือกของเล่นให้เด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย พ่อแม่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเลือกของเล่นที่ยากเกินไปสำหรับเด็ก เด็กที่เริ่มหัดเล่น พบว่าของเล่นที่ยากเกินความสามารถของเด็กจะทำให้ความตื่นเต้นในของเล่นใหม่ลดลง และเด็กจะให้ความสนใจน้อยมาก นอกจากนี้ความชอบของเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย
เด็กมักชอบของเล่นที่ใช้ถือหรือกด ซึ่งมีทั้งยากและง่าย ฉะนั้นการเลือกจึงควรเริ่มต้นจากของเล่นที่ง่ายก่อนแล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยากขึ้นตามลำดับ เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความรู้สึกขาดความมั่นใจ ดีที่สุดควรเลือกของเล่นที่ต่ำกว่าอายุเล็กน้อย
สำหรับเด็กที่ขาดประสบการณ์ในการเล่น นอกจากไม่สามารถเล่นได้เท่ากับระดับอายุของเขาแล้ว เด็กยังต้องการคำแนะนำจากผู้ใหญ่อีกด้วย ตัวอย่างเช่น เด็กอายุ 8 ปี ที่มีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ได้เทียบเท่าเด็กอายุ 3 ขวบ ของเล่นสำหรับเขาก็ไม่ควรสูงเกินระดับอายุ 3 ขวบ เช่นกัน
ประเภทของของเล่นสำหรับเด็ก1.ของเล่นประเภทที่เด็กชอบ
2.ของเล่นที่เหมาะสมกับวัยตามพัฒนาการของเด็ก
1. ของเล่นประเภทที่เด็กชอบ
ของเล่นที่ทำให้เด็กพอใจ คือ ของเล่นที่เด็กสามารถเล่นได้ด้วยตัวเอง ในกรณีที่เด็กไม่สามารถบอกได้ว่าชอบแบบไหน ผู้ใหญ่ควรจะทราบเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กชอบในชีวิตประจำวันเสียก่อน แล้วจึงค่อยดึงเอาของเล่นของเล่นรวมเข้าไปด้วย เช่น ถ้าเด็กชอบเสียง ก็ควรเลือกของเล่นประเภทที่มีเสียง เช่น เสียงร้องสัตว์ พวกลากจูงของประเภทที่ใช้ฆ้อนตอกลงไปในรู กล่องที่มีช่องคล้ายตู้ไปรษณีย์เมื่อหย่อนของเล่นลงไปจะทำให้เกิดเสียง ปัจจุบันมีของเล่นที่มีประโยชน์มากมายซึ่งช่วยให้เด็กได้ระบายอารมณ์ เช่น กดปุ่มแล้วมีหน้าสัตว์ยื่นออกมา ดันสวิทซ์แล้วทำให้เกิดเสียงดนตรี เคาะปุ่มแล้วมีรูปภาพปรากฏขึ้น เราสามารถเลือกของเล่นตามความชอบของเด็ก ซึ่งนอกจากเป็นการให้รางวัลกับเด็กแล้วยังสามารถทำให้เด็กมีความสนใจในของเล่นที่ยาวนานอีกด้วย นั่นหมายความว่าเราประสบความสำเร็จในการเลือกของเล่นที่ดีที่สุดให้กับลูกและเสื้อผ้าเด็กอ่อน
2. ของเล่นที่เหมาะสมกับวัยตามพัฒนาการของเด็ก
อายุ 0-6 เดือนของเล่นประเภทที่เด็กสามารถไขว่คว้าได้ พวกโมบาย กระดิ่ง กระจก ของเล่นที่เกี่ยวกับการมอง การถือ ประเภทที่เกี่ยวข้องกับปาก พวกดูด กัด ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้
เด็กอายุ 6- 12 เดือนของเล่นที่ใช้บีบ เพื่อให้เกิดเสียง ระฆัง สำหรับจับเขย่าของเล่นที่ใช้สำหรับลากดึง แท่งไม้ใหญ่ๆ สำหรับต่อเป็นรูปตึกเอามาเรียงตามแนวตั้งและแนวนอน
เด็กอายุ 12-18 เดือนของเล่นประเภทให้เด็กตอก ดินสอเทียนสำหรับขีดเขียน แต่ไม่ใช่สำหรับการวาดรูป ลูกบอล ฆ้อน ของที่ใช้เสียบใส่ตามช่อง ทราย น้ำ สำหรับให้เด็กเล่น สมุดภาพสำหรับให้เด็กดู
เด็กอายุ 18 เดือน - 2 ขวบกล่องที่มีช่อง 3-4 ช่อง สำหรับใส่แท่งพลาสติกทีมีรูปทรงต่างๆ ฆ้อนตอก หรือที่ใช้กด ห่วงกลมที่มีราวให้สามารถเลื่อนไปมาได้ ดินสอเทียน สำหรับให้เด็กเริ่มต้นเลียนแบบเส้นตรง สมุดภาพสัตว์ สิ่งของเครื่องใช้ เพื่อให้เด็กรู้จักสามารถเรียกชื่อได้ รถยนต์ ตุ๊กตา ของเล่นนุ่มๆ แท่งไม้ชิ้นเล็กๆ สำหรับต่อบ้าน  
เด็กอายุ 2-3 ขวบกล่องที่มีช่องหลายช่องสำหรับใส่รูปทรงต่างๆ ที่ตัดกระดาษ ก้อนไม้สีต่างๆ สำหรับจับคู่สี ของเล่นที่ใช่สร้างบ้าน ดินสอเทียน ดินสอสีไว้ระบายสมุดภาพ ลูกปัดโตๆ สำหรับให้เด็กร้อย
เด็กอายุ 3- 4 ขวบภาพง่ายๆ 6 ชิ้นขึ้นไปเพื่อให้เด็กต่อ แท่งรูปทรงต่างๆ ที่ยากขึ้นสำหรับให้เด็กหยิบใสตรงช่อง รูปภาพสัตว์ สิ่งของง่ายๆ ให้เด็กจับคู่ ของเล่นที่ใช้ต่อประดิษฐ์สิ่งก่อสร้าง บ้านตุ๊กตา ที่ตัดกระดาษ กรรไกร
พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกอยู่กับตัวเองตามลำพังในช่วงสั้นๆได้บ้าง เด็กที่เป็นลูกคนเดียวมักเคยชินกับการอยู่กับผู้ใหญ่ ทำให้ไม่สามารถแยกอยู่ตามลำพังคนเดียวได้ แต่บางคนก็เคยชินต่อการอยู่ตามลำพังคนเดียว จนไม่ยอมรับที่จะสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ทำให้ขาดประสบการณ์ในการเล่น ไม่สามารถพัฒนาทักษะทางสังคมได้ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วยการสอนให้เด็กรู้จักเล่น เพื่อที่เด็กจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นๆ เป็นการป้องกันปัญหาการปรับตัวที่อาจตามมาเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

หน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่31 มีนาคม 2546

ท้องใหญ่ ท้องเล็ก มีผลต่อเด็กหรือไม่

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556


มีลูกแล้ว 2 คนค่ะ ช่วยนี้อยากพักก่อน เลยทานยาคุมช่วย ทานมาได้ 4 เดือนแล้ว แต่สงสัยว่าทำไมทานแล้วถึงดูอ้วนขึ้น น้ำหนักขึ้นมาเกือบ 4 กิโล และรู้สึกว่าอยากอาหารมากขึ้น ไม่รู้เกี่ยวกันหรือเปล่า อีกอย่าง ตอนกลางคืนก็มักเจ็บหน้าอก และมีฝ้าขึ้นที่หน้า แต่ก่อนไม่เคยเป็น พอหยุดยาก็หาย ขอคำตอบจากคุณหมอด้วยค่ะ
“ทานยาคุมแล้วทำให้รูปร่างเปลี่ยนนั้น น่าจะเกิดจากผลข้างเคียงของฮอร์โมนครับ ทำให้ผู้ทานเจริญอาหารมากกว่าเดิม พอทานเยอะก็น้ำหนักขึ้น อ้วนง่าย ส่วนที่รู้จักเจ็บเต้านม อาจเกิดจากการคั่งของน้ำในร่างกายที่มากขึ้น ทำให้หน้าอกของผู้ทานขยายใหญ่ เกิดการตึงบริเวณนม จนรู้สึกเจ็บ

…สำหรับเรื่องฝ้าที่หน้า ถึงแม้อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็คงเป็นส่วนน้อยครับ ไม่น่าจะใช่สาเหตุหลัก

อาจเกิดจากที่ผู้ทานออกไปตากแดดเป็นเวลานาน การทาครีมป้องกันก็จะช่วยได้ครับ”

จำเป็นหรือไม่คะ ที่จะต้องทานอาหารเสริมในช่วงตั้งครรภ์ เห็นหลายคนแนะนำให้ทาน แต่ปกติเป็นคนทานเยอะอยู่แล้ว คิดว่าเพียงพออยู่แล้ว อย่างไรก็แนะนำด้วยค่ะ

“อาหารเสริมไม่ได้ช่วยให้ทารกมีสุขภาพแข็งแรงหรือมีพัฒนการที่ดีขึ้นอย่างที่คุณแม่เข้าใจครับ แต่การทานอาหารเสริมในคุณแม่ตั้งครรภ์ ทานเพื่อเสริมสร้างสารอาหารบางอย่างที่แม่ตั้งครรภ์ขาดไปครับ ช่วยให้แม่ตั้งครรภ์มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น เพราะในแม่ตั้งครรภ์หลายคน ก็มีโอกาสที่จะเกิดสารอาหารบกพร่อง หมอจึงแนะนำให้ทานอาหารเสริมเพิ่ม

…สำหรับสารอาหารที่จำเป็นต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ หลักๆ ก็คือ โปรตีน วิตามิน แคลเซียม ส่วนวิตามิน เราจะครอบคลุมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินซี เอ ดี อี เค รวมทั้งโฟลิก ซึ่งปกติสารอาหารเหล่านี้ก็จะมีอยู่ในอาหารอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในนม ถ้าเป็นนมปกติ ไม่ใช่นมพร่องมันเนย ก็มีวิตามิน เอ ดี อี เค ซึ่งเป็นวิตามินหลักที่ละลายในไขมัน ถ้าคุณแม่ทานโดยที่ไม่ใช่นมพร่องมันเนย ก็จะได้สารอาหารครบถ้วนอยู่แล้ว ไม่ได้ขาดอะไรครับ”

ปกติแล้วเราสังเกตพัฒนาการของทารกในครรภ์จากการดูท้องว่าเล็กหรือใหญ่ได้ไหมคะ รู้สึกว่าตัวเองท้องเล็กกว่าเกณฑ์ ทั้งที่ตอนนี้ลูกอายุ 4 เดือนแล้ว

“คุณหมอจะวัดดูจากขนาดของทารกครับ ว่าในแต่ละอายุครรภ์มีการเจริญเติบโตมากน้อยเพียงไร ทารกมีน้ำหนักอยู่ในมาตรฐานหรือไม่ โดยจะมีกราฟของทารกที่อยู่ในครรภ์ ว่าแต่ละอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ 24 สัปดาห์ 30 สัปดาห์ มีเกณฑ์มาตรฐานเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราวัดแล้ว ทารกมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็ถือว่าทารกมีความปกติดีครับ แต่ถ้าพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จึงค่อยให้ค่อยการดูแลเพิ่มเติม ตามความเหมาะสมครับ”

ไปตรวจเมื่อเดือนก่อน ทราบจากคุณหมอว่ามีรกเกาะอยู่ทางด้านหน้าของมดลูก ก็ดูแลเป็นพิเศษ กังวลมาก รู้สึกตลอดเหมือนลูกไม่ค่อยดิ้น คิดไปเองหรือเปล่าไม่ทราบ อยากรู้วิธีสังเกตค่ะ

“คุณแม่จะรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวในท้องครับ ซึ่งลักษณะการเคลื่อนไหวแรก ๆ จะเป็นการกระเพื่อมผ่านทางน้ำคร่ำ ซึ่งหากรกของคุณแม่เกิดมาเกาะทางด้านหน้า อาจทำให้คุณแม่รู้สึกว่าทารกดิ้นช้าลง ซึ่งลักษณะการดิ้นในช่วงไตรมาส 2 ก็จะคล้ายในไตรมาสแรก อาจรู้สึกว่ากระเพื่อมมากกว่าเดิมเล็กน้อย อย่างไรก็โ ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าทารกดิ้นน้อยกว่าปกติ หรือไม่ดิ้นเลย โดยเฉพาะผ่านไปวัน สองวันแล้ว ไม่ดิ้นเลย ควรรีบมาพบแพทย์โดยทันทีครับ”

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลกรุงธน 1
โทร. 0-2438-0040-5

ทำอย่างไร? เมื่อลูกซนเป็นโรค "สมาธิสั้น"


           ความซนกับเด็กๆ มักเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร ดังคำกล่าวที่ว่า เด็กซนคือเด็กฉลาด แต่ถ้าลูกรักของคุณมีอาการอยู่ไม่สุข อยู่ไม่นิ่ง สมาธิให้จดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ หรือซนมากผิดปกติจนกลายเป็นปัญหาคับอกคับใจให้คุณพ่อคุณแม่ต้องนั่งกลุ้มว่าลูกฉันเป็นลิงกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร


ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงขอมาไขปัญหาน่าปวดหัวของคนเป็นพ่อแม่ให้ฟังกัน

          โรคซนสมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) นั้นเป็นปัญหาที่พบบ่อยในช่วงวัยเด็ก (ร้อยละ 5-15 ในเด็กวัยเรียน) ต่อเนื่องจนถึงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ โดยเด็กจะแสดงอาการ คือ ไม่สามารถจดจ่อหรือมีสมาธิในสิ่งที่ทำ (ไม่รวมถึงการเล่นเกม หรือดูทีวี) มีความยากลำบากในการควบคุมพฤติกรรมหรือหุนหันพลันแล่น และซนอยู่ไม่สุข ซึ่งอาการอาจรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทั้งพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น เด็กบางคนอาจซน อยู่ไม่นิ่ง และไม่สามารถควบคุมตนเองเป็นอาการหลัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กผู้ชาย หรือบางคนอาจมีอาการสมาธิสั้นเป็นปัญหาหลัก พบได้บ่อยทั้งในเด็กผู้หญิง และเด็กผู้ชาย โรคซนสมาธิสั้นพบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในต่างประเทศพบว่าประมาณ 3-5% ของเด็กวัยเรียนเป็นโรคนี้

อาการของเด็กแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ คือ

1.ขาดสมาธิ เด็กจะแสดงอาการวอกแวกง่าย ไม่ใส่ใจรายละเอียด หรือเลินเล่อในการทำงาน การเรียน หรือกิจกรรมอื่นๆ ไม่มีสมาธิในการทำงานหรือการเล่น เบื่อง่าย แม้ว่าเพิ่งเริ่มเล่นหรือทำกิจกรรมไม่กี่นาที มีปัญหาในการจดจ่อหรือจัดระเบียบงานหรือกิจกรรม ไม่สามารถเล่นหรือทำการบ้านได้เสร็จ ขี้หลงขี้ลืมทำของหายบ่อยๆ ดูเหมือนไม่ฟังเวลาพูดด้วย เหม่อ เชื่องช้า และสับสนง่าย ประมวลข้อมูลได้ช้าและไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน ไม่สามารถทำตามคำสั่งหรือแนวทางที่ให้ไว้

2.ซนอยู่ไม่สุข เด็กจะมีลักษณะยุกยิก อยู่ไม่สุข หรือบิดตัวไปมาเมื่อต้องนั่งอยู่กับที่ พูดมาก พูดตลอดเวลา วิ่งไปมา เล่นหรือจับของเล่นทุกชิ้นที่เห็น เคลื่อนที่ตลอดเวลาไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ขณะกินอาหาร เรียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมที่ต้องนั่งได้ เล่นเสียงดังตลอดเวลา หรือไม่สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมเงียบๆ ได้

3.หุนหันพลันแล่น เด็กจะมีพฤติกรรมไม่มีความอดทน พูดโพล่งด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสม ชอบขัดจังหวะ หรือพูดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังพูดอยู่ แสดงความรู้สึกโดยไม่เก็บอาการ หรือทำสิ่งต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา รอคอยไม่เป็น ชอบแซงคิว

หากเด็กมีอาการในข้อ 1. ตั้งแต่ 6 ข้อขึ้นไป แสดงว่าเขาน่าจะมีปัญหาสมาธิสั้น

แต่ถ้าเขามีอาการในข้อ 2.และ 3. ตั้งแต่ 6 ข้อขึ้นไป แสดงว่าเขาน่าจะเป็นเด็กซน-หุนหันพลันแล่น

แต่ถ้ามีอาการทั้ง 3 ข้อ แสดงว่าเขาเป็นเด็กซน สมาธิสั้น

              โดยเด็กต้องแสดงอาการก่อนอายุ 7 ปี มีอาการทั้งที่บ้านและโรงเรียน รวมทั้งอาการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคม การเรียน หรืออาชีพการงานซึ่งสาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรคซนสมาธิสั้น

              จากผลการวิจัยในปัจจุบันพบว่า โรคสมาธิสั้นเกิดจากความบกพร่องของสารเคมีที่สำคัญบางตัวในสมองโดยมีกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยที่สำคัญ ประมาณ 30-40% ของเด็กสมาธิสั้น จะมีคนในครอบครัวคนใด คนหนึ่งมีปัญหาอย่างเดียวกัน ปัจจัยจากการเลี้ยงดู หรือสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการ หรือความผิดปกติดีขึ้น หรือแย่ลง มารดาที่ขาดสารอาหาร ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือถูกสารพิษบางชนิด เช่น ตะกั่ว ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีโอกาสมีลูกเป็นโรคซนสมาธิสั้นสูงขึ้น

              การวิจัยในปัจจุบันยังไม่พบว่าการบริโภคน้ำตาล หรือช็อกโกแลตมากเกินไป การขาดวิตามิน โรคภูมิแพ้ การดูทีวี หรือเล่นวีดีโอเกมมากเกินไปเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซนสมาธิสั้น เพราะในขณะที่เด็กดูทีวี หรือเล่นวีดีโอเกม เด็กจะถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาพบนจอทีวี หรือ วีดีโอเกมที่เปลี่ยนทุก 2-3 วินาที จึงสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้ สมาธิของเด็กมีขึ้นได้จากสิ่งเร้าภายนอก ซึ่งตรงกันข้ามกับสมาธิที่เด็กต้องสร้างขึ้นมาเอง ระหว่างการอ่านหนังสือ หรือทำงานต่างๆ เด็กที่เป็นโรคซนสมาธิสั้นจะขาดสมาธิด้านนี้

              ทั้งนี้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคซนสมาธิสั้น โดยอาศัยประวัติที่ละเอียด การตรวจร่างกาย การตรวจระบบประสาท และการสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นหลักในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือด หรือเอ็กซเรย์สมองที่สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น ในบางกรณี แพทย์จำเป็นต้องอาศัยการตรวจอื่น ๆ เช่น การตรวจสายตา (vision test) การตรวจการได้ยิน (Hearing test) การตรวจคลื่นสมอง (EEG) การตรวจเชาวน์ปัญญา และความสามารถทางการเรียน เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคลมชัก ความบกพร่องทางสายตา การได้ยิน หรือภาวะการเรียนบกพร่อง (Learning Disorder) ออกจากโรคซนสมาธิสั้น

                นอกจากนี้ โรคออทิสติก โรคจิตเภท ภาวะพัฒนาการล่าช้า และโรคทางจิตเวชอื่นๆ ในเด็ก เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า สามารถทำให้เด็กแสดงอาการ หรือพฤติกรรมเหมือนกับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น

                การรักษาโรคสมาธิสั้นหรือผู้ที่มีภาวะสมาธิบกพร่องนั้นปัจจุบันนั้น วิธีที่ยอมรับกันทั่วไปว่าได้ผลดี คือ การให้ยาเพิ่มสมาธิ ร่วมกับการฝึกเทคนิคในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยและผู้ดูแล และปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ป่วย และผู้ปกครองต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคนี้ให้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง เพื่อที่จะช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านั้นให้ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข การรักษาเด็กซนสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือ การผสมผสานการรักษาหลายๆ ด้านเข้าด้วยกัน

1.การรักษาด้วยยา
2.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็ก และครอบครัว
3.การช่วยเหลือทางด้านการเรียน

การรักษาด้วยยา ยาเพิ่มสมาธิ ปัจจุบันมีการนำยามาใช้เพื่อเพิ่มสมาธิหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่

1.ยาในกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้น (psychostimulant medications) ยาในกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นถือเป็นยาที่ใช้ได้ผลดีสำหรับโรคสมาธิสั้น ยาเหล่านี้เป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย และมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง โดยจะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ซนน้อยลง ดูสงบลง อีกทั้งมีความสามารถในการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น ผลที่ตามมาเมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เด็กรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้น และยังช่วยทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้นอีกด้วย รายงานทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าการรักษาเด็กสมาธิสั้นด้วยยาในกลุ่มนี้ได้ผลดีถึงร้อยละ 70-90
- Methylphenidate (Ritalin, Metadate, Concerta)
- Amphetamine (Dexedrine, Dextrostat, Adderall)

2.ยาใหม่ในกลุ่มที่ไม่กระตุ้น (non-stimulant) ยาในกลุ่มนี้เรียกว่า "non-stimulant" หมายถึงไม่กระตุ้นสมอง และระบบประสาท แต่เมื่อศึกษาลึกลงไปถึงกลไกการออกฤทธิ์แล้วกลับไม่พบความแตกต่างกับยาในกลุ่มแรก Atomoxetine (Strattera) เป็นยาที่ได้รับการวิจัยอย่างมากที่สุดในปัจจุบัน และใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ในแง่ผลข้างเคียงของยานี้ถือว่าน้อยมาก และพบว่าเมื่อใช้ยานี้ร่วมกับการบำบัดทางด้านพฤติกรรมแล้ว จะช่วยให้เด็กเคารพกฎเกณฑ์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับพ่อแม่ และบุคคลรอบข้าง

3.ยาออกฤทธิ์ต้านเศร้า (antidepressant) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง รู้จักกันในชื่อของ antidepressant medications ยาในกลุ่ม tricyclic antidepressants (TCA) ที่นำมาใช้รักษา ได้แก่ imipramine, desipramine, nortripyline งานวิจัยพบว่า bupropion (Wellbutrin) ช่วยลดอาการซน และขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองได้มาก และยังช่วยเพิ่มสมาธิในกรณีที่เด็กขาดสมาธิ เช่น ไม่มีสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น ไม่ค่อยฟังเวลาพูดด้วย วอกแวกง่าย ทำของใช้ส่วนตัวหายบ่อยๆ ขี้ลืมบ่อยๆ และมักไม่สามารถทำงานที่ครูหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ เด็กที่มีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ซึมเศร้า กระวนกระวาย อารมณ์แปรปรวน การใช้ยาออกฤทธิ์ต้านเศร้าร่วมกับกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นจะได้ผลดีกว่าการใช้ยาออกฤทธิ์กระตุ้นเพียงอย่างเดียว

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็ก และครอบครัว ผู้ปกครอง และครูของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเด็ก การตี หรือการลงโทษทางร่างกาย เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล และจะมีส่วนทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธ หรือแสดงพฤติกรรม คือ ต่อต้าน และก้าวร้าวมากขึ้น วิธีการที่ได้ผลดีกว่า คือ การให้คำชม หรือรางวัล (positive reinforcement) เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง และเหมาะสม รวมถึงการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัด สิทธิพิเศษ (negative reinforcement) เด็กซนสมาธิสั้นควรมีโอกาสได้คุยกับแพทย์ เพื่อที่แพทย์จะได้ให้ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดที่ตัวเด็กมี และช่วยแนะนำแนวทางปฏิบัติตัว โดยเน้นให้เด็กได้ใช้ความสามารถด้านอื่นทดแทนในส่วนที่บกพร่อง ในบางราย ครอบครัวบำบัด (Family Therapy) ก็มีความจำเป็นสำหรับครอบครัวที่มีปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว เพื่อลดความวิตกกังวล และความเครียดของเด็ก

การช่วยเหลือทางด้านการเรียน เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเรียน หรือเรียนได้ไม่เต็มศักยภาพร่วมด้วย ดังนั้น ครูจึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้เรียนได้ดีขึ้น

ข้อแนะนำสำหรับครูในการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น คือ จัดให้เด็กนั่งหน้าชั้น หรือใกล้ครูให้มากที่สุดในขณะสอน, จัดให้เด็กนั่งอยู่กลางห้อง หรือให้ไกลจากประตู หน้าต่าง เพื่อลดโอกาสที่เด็กจะถูกทำให้วอกแวก โดยสิ่งต่าง ๆ นอกห้องเรียน, เขียนการบ้าน หรืองานที่เด็กต้องทำในชั้นเรียนให้ชัดเจนบนกระดานดำ, ตรวจสมุดจดงานของเด็ก เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจดงานได้ครบ, อย่าสั่งงานให้เด็กทำ (ด้วยวาจา) พร้อมกันทีเดียวหลาย ๆ คำสั่ง ควรให้เวลาให้เด็กทำเสร็จทีละอย่างก่อนให้คำสั่งต่อไป, คิดรูปแบบวิธีเตือน หรือเรียกให้เด็กกลับมาสนใจบทเรียน โดยไม่ให้เด็กเสียหน้า, จัดให้เด็กที่อยู่ไม่สุข มีโอกาสใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์ เช่น มอบหมายหน้าที่ให้ช่วยครูเดินแจกสมุดให้เพื่อน ๆ ในห้อง เป็นต้น ให้คำชมเชย หรือรางวัล เมื่อเด็กปฏิบัติตัวดี หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์, หลีกเลี่ยงการใช้วาจาตำหนิ ว่ากล่าวรุนแรง หรือทำให้เด็กอับอายขายหน้า, หลีกเลี่ยงการตี หรือการลงโทษทางร่างกาย เมื่อเด็กกระทำผิด, ใช้การตัดคะแนน งดเวลาพัก ทำเวร หรืออยู่ต่อหลังเลิกเรียน (เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ) เมื่อเด็กทำความผิด, ให้เวลากับเด็กนานขึ้นกว่าเด็กปกติระหว่างการสอน,

หากพบว่ามีวิธีการใดที่บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวควรแจ้งให้ผู้ปกครองและแพทย์ผู้ดูแลรักษาทราบ เพื่อเป็นแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติต่อเด็ก ก่อให้เกิดการเรียนรู้ไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อผ่านวัยรุ่นประมาณ 30% ของเด็กซนสมาธิสั้นมีโอกาสหายจากอาการซนได้ แต่จะยังคงมีความบกพร่องของสมาธิอยู่ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าเด็กดูเหมือนจะซนน้อยลง และสามารถในการควบคุมตนเองดีขึ้น เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนหากสามารถปรับตัว และเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมากนักก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จ และดำเนินชีวิตได้ตามปกติ บางคนอาจจะยังคงมีอาการของโรคสมาธิสั้นอยู่มาก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อการศึกษาต่อการงาน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

เสื้อผ้ารับลมหนาวสำหรับคุณหนู

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


                        สวยหล่อต้อนรับหนาว ด้วยคอลเลกชั่น Autumn/Winter 2012-2013 มาเตรียมความพร้อมรับลมหนาว ด้วยแฟชั่นเสื้อผ้า หลากหลายแบรนด์ที่ขนมาเอาใจคุณหนู ทั้งความน่ารัก สดใส บวกกับแฟชั่น Intrend ตามกระแสวัยทีนให้สวยหล่อกันก่อนใคร

               

                            เริ่มแบรนด์แรกด้วย GUCCI คอลเลกชั่นล่าสุดสำหรับเด็ก มาในดีไซน์ชวนฝัน เสื้อผ้าแนวยุค 70’s และลาย Gucci Web เฉดสีใหม่ หลากสไตล์เหมาะสำหรับทุกๆ รสนิยมและทุกโอกาส

                           สำหรับแบรนด์ Armani คอลเลกชั่นหน้าหนาว ซึ่งแตกไลน์ออกมาหลากหลายแบบทั้ง Armani Baby โดยเน้นความอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความหรูหรา สไตล์ของ เป็นเสื้อผ้าที่สามารถใช้งานได้หลากหลายแต่แปลกใหม่ เรียกว่าผสมผสานความหวานและความเท่ ได้อย่างลงตัวทีเดียว มีให้เลือกพร้อมใส่ได้ทุกโอกาส urberry Kids คอลเลกชั่น Autumn/Winter 2012-2013 ได้เนรมิตความน่ารักสดใสของเด็กทั้งผู้ชายและผู้หญิง ด้วยคอนเซปต์ Mini-Me ซีซั่นนี้ผสานความโดดเด่นขององค์ประกอบระหว่างซิตี้กับคันทรี่ ที่มอบความสนุกสนานแบบสาวคันทรี่ เสื้อผ้าเด็กสุดเก๋ คัตติ้งเนี้ยบ สวมใส่สบาย.


                             Kenzo Kids ได้นำความสดใสและสีสันของเสียงเพลงจากนักเดินทางโบฮีเมียน และปลุกเร้าจิตวิญญาณของชนเผ่าพเนจร คอลเลกชั่นนี้ได้แสดงถึงความสนุกสนานและมีสีสันในลวดลายของโลกละครสัตว์ ทำให้สะดุดตา ด้วยเสื้อกันหนาวลูกฟูกและผ้าทอ รวมทั้งการผสมผสานของเสื้อเชิ้ตและคาร์ดิแกน เข้าไว้ด้วยกัน




                            ปิดท้ายด้วย Paul Smith Junior ที่คอลเลกชั่นนี้มีความน่าดึงดูด เหมาะสำหรับเด็กผู้ชายและผู้หญิง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรันเวย์ของ Paul Smith ที่มีการดีไซน์ใหม่ด้วยดีเทลที่สนุกสนานเหมาะกับเด็กน้อยวัยใส ลวดลายกราฟฟิกที่แปลกใหม่ และเสื้อกันหนาวเน้นไปที่ความอบอุ่นและสวมใส่สบาย

 ขอขอบคุณ หนังสือพิมพิ์ ไทยรัฐ
 

Most Reading