ads 728x90

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชุดเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชุดเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556


วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?
 (รักลูก) โดย เพียงขวัญ

          ช่วงที่ลูกกำลังเปลี่ยนผ่านวัย เช่น มีพัฒนาการจากนอนนิ่ง ๆ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน ทำไมเด็กถึงเจ็บป่วยได้ง่ายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่ จะมีวิธีป้องกันหรือแก้ไขอย่างไร เรามีคำตอบ

วัยเปลี่ยนทำไมลูกป่วย
          เด็กวัย 0-3 ปีจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยพัฒนาการของเขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากการนอนราบเคลื่อนไหวแขนขาอยู่กับที่ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง การใช้นิ้วมือคล่องแคล่วขึ้นตามวัยไม่ว่าเห็นอะไรแปลกใหม่ หรือเห็นสิ่งของอะไรที่ไม่คุ้นก็จะหยิบทันทีแล้วเอามาสำรวจด้วยการเอาเข้าปาก อมบ้าง กัดบ้าง

ตามซอกตามมุมก็จะเป็นจุดดึงดูดให้ลูกวัยเบบี้คลานเข้าไปซึ่งสถานที่เหล่านั้นอาจมีแต่ฝุ่นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคสิ่งแวดล้อมรอบตัวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคหรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆเข้าสู่ร่างกายเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกป่วยในช่วงเปลี่ยนผ่านวัยนั่นเอง

โรคพึงระวังช่วงวัยเปลี่ยน
          ช่วงเปลี่ยนผ่านวัยคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังอาการท้องเสียและลำไส้อักเสบเป็นพิเศษ เพราะหนูน้อยจะโปรดปรานการสำรวจด้วยการหยิบของเข้าปากเป็นที่สุด ซึ่งอาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคบางชนิดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารทำให้ลูกป่วยและมีการขับถ่ายไม่ปกติ

ลักษณะอาการนำอย่างแรกที่อาจสันนิษฐานได้ว่า ลูกติดเชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่ลำไส้ คือ เป็นหวัดมีน้ำมูก มีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้ง/วัน และหากถ่ายมีมูกเลือดปนอาจเกิดจากลำไส้อักเสบติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ดังนั้น ควรรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง

สิ่งแวดล้อมดี...ลูกสุขภาพดี
          สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกน้อยท้องเสียมาจากการได้รับเชื้อโรคจากสิ่งของรอบตัว และการดูแลสุขอนามัยที่ไม่ดี ดังนั้น คุณแม่จึงควรจัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาดไม่ว่าจะเป็นพื้น บริเวณที่ลูกอยู่ หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ลูกจะหยิบเข้าปากรวมทั้งบริเวณที่ลูกจะเคลื่อนตัวไปสัมผัส ต้องสะอาดและไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคโดยมีวิธีดังนี้

          ดูแลสุขอนามัยของลูกและสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และครบทุกหมวดหมู่ ล้างมือของคุณแม่ให้สะอาดก่อนให้นมเสมอ เช็ดเหงื่อที่เต้านมก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าไม่เช็ด ผิวหนังบริเวณเต้านมอาจจะมีเหงื่ออับชื้น มีเชื้อก่อโรคปนเปื้อนอยู่ เมื่อลูกดูดนมแม่ก็อาจทำให้ลูกท้องเสียได้ ซักเสื้อผ้า เสื้อผ้าเด็กอ่อน ปลอกหมอน  เสื้อผ้าเด็กเล็ก ผ้ากันเปื้อนลูกให้สะอาด และตากแดดให้แห้ง อย่าให้อับชื้น เพราะเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดที่ไม่สะอาดอาจเป็นสาเหตุให้ผิวลูกมีโอกาสติดเชื้อ รวมทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้น มีเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราปนเปื้อนจะทำให้ผิวลูกมีตุ่มแดงและอักเสบได้ หมั่นทำความสะอาดของเล่น ของใช้ของลูกทุกวันหรือทุกครั้งที่มีการปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย

           ปัจจุบันมีการให้วัคซีนทางเลือกเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยในทารกมากขึ้น ถือเป็นทางออกในการช่วยป้องกันโรคให้ลูกน้อยได้อีกทางหนึ่ง

ปฏิบัตตามดังกล่าวจะช่วยให้ลยอย่างสมบูรณ์แข็งแรง


ขอบคุณที่มา kapook.com

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เรื่องกวนใจแม่ท้อง


                  กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เรื่องกวนใจแม่ท้อง (Mother&Care) อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบคงเป็นอีกหนึ่งอาการที่คุณแม่ต้องระมัดระวัง เพราะพบในผู้หญิงบ่อยกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเวิร์กกิ้งมัมที่จดจ่อกับการทำงานเป็นเวลานานจนละเลยการเข้าห้องน้ำเมื่อปวดปัสสาวะ ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่ายขึ้น
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ...สาเหตุใกล้ตัว

                   คุณแม่หลายท่านอาจมีอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ สาเหตุหลักมักเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ดื่มน้ำน้อย ความเครียดจากการทำงาน ความอับชื้นและหมักหมมบริเวณอวัยวะเพศ จนเกิดการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ หากไม่ดูแลรักษาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อาจทำให้อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบกำเริบและรุนแรงมากขึ้น เพราะ ช่วงตั้งครรภ์เส้นเลือดต่าง ๆ บริเวณทางเดินปัสสาวะจะขยายและคลายตัว ทำให้เชื้อโรคจากบริเวณปากช่องคลอดและทวารหนักสามารถเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น เส้นเลือดที่รังไข่ด้านขวาจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกดทับท่อไตและอุดไม่ให้น้ำปัสสาวะถ่ายเทจากไตไปสู่กระเพาะปัสสาวะได้ เชื้อโรคจึงถูกสะสมในน้ำปัสสาวะ จนเป็นสาเหตุให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและรุนแรงถึงขั้นไตเป็นหนองได้

สัญญาณเตือน
         อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบขณะตั้งครรภ์สามารถตรวจได้โดยการตรวจปัสสาวะเมื่อไปฝากครรภ์ รวมถึงหมั่นสังเกตว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ดังนี้

  • ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย กดแล้วรู้สึกเจ็บ
  • ปวดท้อง รู้สึกแสบหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เวลาปัสสาวะ
  • รู้สึกท้องแข็งหรือเจ็บท้องบ่อยๆ เหมือนจะคลอด (ในช่วงที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอด)
  • ปัสสาวะบ่อยแต่กะปริบกะปรอย รู้สึกปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีขุ่น หรือมีเลือดปน
  • มีอาการหนาวสั่น ไข้สูง ปวดบริเวณบั้นเอวหรือหลัง
  • คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียบ่อย
  • หากมีอาการเหล่านี้ 3 ข้อขึ้นไป คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันการลุกลามและจะได้รักษาได้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 เพราะการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะที่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้กรวยไตอักเสบและคลอดก่อนกำหนดได้


ป้องกันอย่างไร?
วิธีง่าย ๆ ที่คุณแม่สามารถดูแลป้องกันไม่ให้เกิดอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ

  • การดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและใส่ใจกับกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ดังนี้
  • ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ วันละ 8 - 10 แก้ว เพื่อให้ถ่ายปัสสาวะบ่อย งดการดื่มชา กาแฟ
  • อย่ากลั้นปัสสาวะโดยไม่จำเป็น ถ่ายปัสสาวะก่อนไปธุระหรือการเดินทางทุกครั้ง
  • พยายามถ่ายปัสสาวะบ่อย ๆ และถ่ายให้หมดจนรู้สึกกระเพาะปัสสาวะว่าง
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเป็นเวลานาน ๆ และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมตรงบริเวณอวัยวะเพศ
  • หลังมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้งให้ปัสสาวะและทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยน้ำสะอาด เพื่อล้างเชื้อโรคที่อาจเข้าไปในท่อปัสสาวะ
  • หากใช้กระดาษชำระทำความสะอาดหลังการขับถ่าย ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • สวมกางเกงชั้นในผ้าฝ้าย ระบายอากาศดี ไม่คับ หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงแนบเนื้อ เพื่อไม่ให้เกิดการอับชื้นและหมักหมมบริเวณอวัยวะเพศ


กระเพาะปัสสาวะอักเสบ...ต้องรักษา
          อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะไม่รุนแรงหากคุณแม่ดูแลร่างกายอยู่เสมอและไปพบสูติแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจปัสสาวะระหว่างตั้งครรภ์เป็นระยะ  เสื้อผ้าเด็กอ่อน  เสื้อผ้าเด็กเล็ก หาจำนวนเชื้อแบคทีเรียในน้ำปัสสาวะ จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาอาการให้คุณแม่ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นก็ตาม
           โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบสามารถรักษาให้หายได้ โดยคุณแม่ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรซื้อยามากินเอง ซึ่งแพทย์จะให้กินยาปฏิชีวนะที่ไม่เป็นอันตรายต่อทารก  เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด ควรกินติดต่อกันประมาณ 7-14 วัน หรือจนกว่ายาจะหมด (แม้ว่าจะไม่มีอาการแล้วก็ตาม) และการดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยบรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ทางหนึ่งเช่นกัน

ที่มา กระปุก.com

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เรื่องกวนใจแม่ท้อง


                  กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เรื่องกวนใจแม่ท้อง (Mother&Care) อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบคงเป็นอีกหนึ่งอาการที่คุณแม่ต้องระมัดระวัง เพราะพบในผู้หญิงบ่อยกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเวิร์กกิ้งมัมที่จดจ่อกับการทำงานเป็นเวลานานจนละเลยการเข้าห้องน้ำเมื่อปวดปัสสาวะ ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่ายขึ้น

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ...สาเหตุใกล้ตัว

                   คุณแม่หลายท่านอาจมีอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ สาเหตุหลักมักเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ดื่มน้ำน้อย ความเครียดจากการทำงาน ความอับชื้นและหมักหมมบริเวณอวัยวะเพศ จนเกิดการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ หากไม่ดูแลรักษาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์อาจทำให้อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบกำเริบและรุนแรงมากขึ้น เพราะ ช่วงตั้งครรภ์เส้นเลือดต่าง ๆ บริเวณทางเดินปัสสาวะจะขยายและคลายตัว ทำให้เชื้อโรคจากบริเวณปากช่องคลอดและทวารหนักสามารถเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น เส้นเลือดที่รังไข่ด้านขวาจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนกดทับท่อไตและอุดไม่ให้น้ำปัสสาวะถ่ายเทจากไตไปสู่กระเพาะปัสสาวะได้ เชื้อโรคจึงถูกสะสมในน้ำปัสสาวะ จนเป็นสาเหตุให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและรุนแรงถึงขั้นไตเป็นหนองได้

สัญญาณเตือน
         อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบขณะตั้งครรภ์สามารถตรวจได้โดยการตรวจปัสสาวะเมื่อไปฝากครรภ์ รวมถึงหมั่นสังเกตว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ดังนี้

  • ปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย กดแล้วรู้สึกเจ็บ
  • ปวดท้อง รู้สึกแสบหรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เวลาปัสสาวะ
  • รู้สึกท้องแข็งหรือเจ็บท้องบ่อยๆ เหมือนจะคลอด (ในช่วงที่ยังไม่ถึงกำหนดคลอด)
  • ปัสสาวะบ่อยแต่กะปริบกะปรอย รู้สึกปัสสาวะไม่สุด
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น สีขุ่น หรือมีเลือดปน
  • มีอาการหนาวสั่น ไข้สูง ปวดบริเวณบั้นเอวหรือหลัง
  • คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียบ่อย
  • หากมีอาการเหล่านี้ 3 ข้อขึ้นไป คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันการลุกลามและจะได้รักษาได้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 เพราะการติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะที่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้กรวยไตอักเสบและคลอดก่อนกำหนดได้


ป้องกันอย่างไร?
วิธีง่าย ๆ ที่คุณแม่สามารถดูแลป้องกันไม่ให้เกิดอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ

  • การดูแลความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและใส่ใจกับกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ดังนี้
  • ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ วันละ 8 - 10 แก้ว เพื่อให้ถ่ายปัสสาวะบ่อย งดการดื่มชา กาแฟ
  • อย่ากลั้นปัสสาวะโดยไม่จำเป็น ถ่ายปัสสาวะก่อนไปธุระหรือการเดินทางทุกครั้ง
  • พยายามถ่ายปัสสาวะบ่อย ๆ และถ่ายให้หมดจนรู้สึกกระเพาะปัสสาวะว่าง
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำเป็นเวลานาน ๆ และเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมตรงบริเวณอวัยวะเพศ
  • หลังมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้งให้ปัสสาวะและทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยน้ำสะอาด เพื่อล้างเชื้อโรคที่อาจเข้าไปในท่อปัสสาวะ
  • หากใช้กระดาษชำระทำความสะอาดหลังการขับถ่าย ให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • สวมกางเกงชั้นในผ้าฝ้าย ระบายอากาศดี ไม่คับ หลีกเลี่ยงการใส่กางเกงแนบเนื้อ เพื่อไม่ให้เกิดการอับชื้นและหมักหมมบริเวณอวัยวะเพศ


กระเพาะปัสสาวะอักเสบ...ต้องรักษา
          อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะไม่รุนแรงหากคุณแม่ดูแลร่างกายอยู่เสมอและไปพบสูติแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจปัสสาวะระหว่างตั้งครรภ์เป็นระยะ  เสื้อผ้าเด็กอ่อน  เสื้อผ้าเด็กเล็ก หาจำนวนเชื้อแบคทีเรียในน้ำปัสสาวะ จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาอาการให้คุณแม่ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นก็ตาม
           โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบสามารถรักษาให้หายได้ โดยคุณแม่ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรซื้อยามากินเอง ซึ่งแพทย์จะให้กินยาปฏิชีวนะที่ไม่เป็นอันตรายต่อทารก  เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด ควรกินติดต่อกันประมาณ 7-14 วัน หรือจนกว่ายาจะหมด (แม้ว่าจะไม่มีอาการแล้วก็ตาม) และการดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยบรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ทางหนึ่งเช่นกัน

ที่มา กระปุก.com

วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556



วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?
 (รักลูก) โดย เพียงขวัญ

          ช่วงที่ลูกกำลังเปลี่ยนผ่านวัย เช่น มีพัฒนาการจากนอนนิ่ง ๆ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน ทำไมเด็กถึงเจ็บป่วยได้ง่ายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่ จะมีวิธีป้องกันหรือแก้ไขอย่างไร เรามีคำตอบ

วัยเปลี่ยนทำไมลูกป่วย
          เด็กวัย 0-3 ปีจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยพัฒนาการของเขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากการนอนราบเคลื่อนไหวแขนขาอยู่กับที่ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง การใช้นิ้วมือคล่องแคล่วขึ้นตามวัยไม่ว่าเห็นอะไรแปลกใหม่ หรือเห็นสิ่งของอะไรที่ไม่คุ้นก็จะหยิบทันทีแล้วเอามาสำรวจด้วยการเอาเข้าปาก อมบ้าง กัดบ้าง

ตามซอกตามมุมก็จะเป็นจุดดึงดูดให้ลูกวัยเบบี้คลานเข้าไปซึ่งสถานที่เหล่านั้นอาจมีแต่ฝุ่นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคสิ่งแวดล้อมรอบตัวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคหรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆเข้าสู่ร่างกายเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกป่วยในช่วงเปลี่ยนผ่านวัยนั่นเอง

โรคพึงระวังช่วงวัยเปลี่ยน
          ช่วงเปลี่ยนผ่านวัยคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังอาการท้องเสียและลำไส้อักเสบเป็นพิเศษ เพราะหนูน้อยจะโปรดปรานการสำรวจด้วยการหยิบของเข้าปากเป็นที่สุด ซึ่งอาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคบางชนิดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารทำให้ลูกป่วยและมีการขับถ่ายไม่ปกติ

ลักษณะอาการนำอย่างแรกที่อาจสันนิษฐานได้ว่า ลูกติดเชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่ลำไส้ คือ เป็นหวัดมีน้ำมูก มีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้ง/วัน และหากถ่ายมีมูกเลือดปนอาจเกิดจากลำไส้อักเสบติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ดังนั้น ควรรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง

สิ่งแวดล้อมดี...ลูกสุขภาพดี
          สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกน้อยท้องเสียมาจากการได้รับเชื้อโรคจากสิ่งของรอบตัว และการดูแลสุขอนามัยที่ไม่ดี ดังนั้น คุณแม่จึงควรจัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาดไม่ว่าจะเป็นพื้น บริเวณที่ลูกอยู่ หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ลูกจะหยิบเข้าปากรวมทั้งบริเวณที่ลูกจะเคลื่อนตัวไปสัมผัส ต้องสะอาดและไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคโดยมีวิธีดังนี้

          ดูแลสุขอนามัยของลูกและสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และครบทุกหมวดหมู่ ล้างมือของคุณแม่ให้สะอาดก่อนให้นมเสมอ เช็ดเหงื่อที่เต้านมก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าไม่เช็ด ผิวหนังบริเวณเต้านมอาจจะมีเหงื่ออับชื้น มีเชื้อก่อโรคปนเปื้อนอยู่ เมื่อลูกดูดนมแม่ก็อาจทำให้ลูกท้องเสียได้ ซักเสื้อผ้า เสื้อผ้าเด็กอ่อน ปลอกหมอน  เสื้อผ้าเด็กเล็ก ผ้ากันเปื้อนลูกให้สะอาด และตากแดดให้แห้ง อย่าให้อับชื้น เพราะเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดที่ไม่สะอาดอาจเป็นสาเหตุให้ผิวลูกมีโอกาสติดเชื้อ รวมทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้น มีเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราปนเปื้อนจะทำให้ผิวลูกมีตุ่มแดงและอักเสบได้ หมั่นทำความสะอาดของเล่น ของใช้ของลูกทุกวันหรือทุกครั้งที่มีการปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย

           ปัจจุบันมีการให้วัคซีนทางเลือกเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยในทารกมากขึ้น ถือเป็นทางออกในการช่วยป้องกันโรคให้ลูกน้อยได้อีกทางหนึ่ง

ปฏิบัตตามดังกล่าวจะช่วยให้ลยอย่างสมบูรณ์แข็งแรง


ขอบคุณที่มา kapook.com


การดูโทรทัศน์ในเด็กเล็กๆ เป็นอันตรายหรือไม่ ?

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


ผลกระทบของการดูโทรทัศน์ในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ เป็นเรื่องที่เถียงกันอย่างมาก ทุกๆ ปีมีการทำสถิติเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของเด็ก และพบว่าเด็กบางกลุ่มมีสัญญาณเตือนที่น่ากลัว

                     โดยเฉลี่ยเด็กอเมริกันดูโทรทัศน์ 4 ชม. ต่อวัน (ที่มา www.app.org) ในขณะที่ร้อยละ 20 ของเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบมีโทรทัศน์ในห้องพวกเขา ในเด็กทารกอายุ 3 เดือนลงมามีถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่ดูโทรทัศน์ และมีเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสำหรับเด็กอายุ 2 ขวบ (ที่มา http://seattlepi.nwsource.com/local/314676_babytube08.html) การศึกษาพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของเด็กในปี ค.ศ. 2003 พบว่าเด็ก 6 เดือนถึง 6 ปี ใช้เวลาถึงสองชั่วโมงกับ “สื่อจอ” เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และวิดีโอเกม (ที่มา CBS News) การศึกษายังพบอีกถึงการใช้เวลาที่ใช้ดูโทรทัศน์มากขึ้นและการอ่านที่น้อยลง

                    การศึกษาพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ในเด็กเหล่านี้ทำโดยแพทย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ ได้แนะนำให้ลดการดูโทรทัศน์ลงในเด็ก วีดีโอชุดหนึ่งที่ผลิตออกมาในต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2007 อย่างเช่น “Baby Einstein” และ “Brainy Baby” พบว่าอาจเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของเด็ก วิดีโอเหล่านี้ซึ่งมีผลิตในรูปแบบ VHS และ DVD ในเนื้อหามีบทสนทนาเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ทับต่อเนื่อง และมักจะไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งยากที่จะเข้าในเนื้อเรื่อง แต่วิดีโอชุดนี้ก็เป็นที่นิยมอย่างมาก อย่างเช่นชุด “Baby Einstein” ได้รับรายได้มากกว่า 500 ล้านเหรียญ (ที่มา Boston Globe) และ Disney ได้ซื้อบริษัทนี้ในปี ค.ศ. 2001 (ที่มา Denver Post)

                    ผู้ปกครองส่วนมาก กล่าวว่าพวกเขาใช้วิดีโอเหล่านี้เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเด็ก การเปิด DVD ชุด “Baby Einstein” ให้เด็กดูเพื่อที่จะให้คุณแม่หรือคุณพ่อสามารถทำความสะอาดบ้านหรือจัดเตรียมอาหาร หรือดูแลงานอื่นๆ ได้ แต่นักวิจัยพบปัญหาว่าวีดีโอเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์และอาจจะเป็นอันตรายต่อพวกเด็ก ๆ ได้

                    ปัญหาไม่เพียงเฉพาะเนื้อหาวิดีโอ ที่บทสนทนาที่มีเพียงเล็กน้อยหรือภาพต่อเนื่องที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่วิดีโดชุดนี้ยังอาจมีผลถึงการพัฒนาการของสมองในเด็กทารก สมองของเด็กเป็นสิ่งสำคัญมากในเด็กก่อนอายุ 2 ขวบ ซึ่งเป็นการพัฒนาเชื่อมต่อระบบประสาทและเติบโตขนาดของสมอง จำเป็นต้องมีสิ่งเร้าในการกระตุ้นการพัฒนาการของสมอง นักวิจัยแย้งว่าวิดีโอไม่ให้สิ่งเร้านี้

การศึกษาวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร “Journal of Pefiatrics” สุมตัวอย่าง 1,000 ครอบครัว ทดสอบเด็กอายุ 8 เดือนถึง 16 เดือน สำรวจให้เด็ก 32 เปอร์เซ็นต์ดูวิดีโอ โดยเด็ก 17 เปอร์เซ็นต์ของพวกเขาดูวิดีโดอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวัน ทดสอบใช้วิดีโอชุด “Baby Einstein” ว่ามีผลต่อการพัฒนาการของพวกเขาหรือไม่ โดยเน้นไปที่คำศัพท์ โดยเฉลี่ยทุกชั่วโมงของทุกวันเด็กที่ดูวิดีโอนี้เขารู้คำศัพท์น้อยลง 6-8 คำเมื่อเทียบกับเด็กอายุเดียวกัน แต่เด็กที่มีอายุ 17 -24 เดือน เมื่อทดสอบแล้วไม่มีผลกระทบใดๆ

                    สถานบันชั่นนำ “Frederick Zimmerman” ของมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าวว่า “ไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงประโยชน์ที่มาจากดีวีดีและวิดีโอของเด็กเล็ก และมีคำแนะนำบางอย่างถึงอันตรายกับเด็กเล็ก” (ที่มา Forbes)


                    ดังนั้นเราควรห้ามให้เด็กเล็กๆ ดูโทรทัศน์หรือไม่ ? ในตอนต่อไปเราจะไปถึงนักวิจัยคนอื่นพูดถึงการดูโทรทัศน์ในเด็กเล็ก และผู้เชี่ยวชาญแนะนำการดูโทรทัศน์ในเด็กเล็ก

ทำอย่างไร? เมื่อลูกซนเป็นโรค "สมาธิสั้น"

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556


           ความซนกับเด็กๆ มักเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร ดังคำกล่าวที่ว่า เด็กซนคือเด็กฉลาด แต่ถ้าลูกรักของคุณมีอาการอยู่ไม่สุข อยู่ไม่นิ่ง สมาธิให้จดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ หรือซนมากผิดปกติจนกลายเป็นปัญหาคับอกคับใจให้คุณพ่อคุณแม่ต้องนั่งกลุ้มว่าลูกฉันเป็นลิงกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร


ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงขอมาไขปัญหาน่าปวดหัวของคนเป็นพ่อแม่ให้ฟังกัน

          โรคซนสมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD) นั้นเป็นปัญหาที่พบบ่อยในช่วงวัยเด็ก (ร้อยละ 5-15 ในเด็กวัยเรียน) ต่อเนื่องจนถึงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ โดยเด็กจะแสดงอาการ คือ ไม่สามารถจดจ่อหรือมีสมาธิในสิ่งที่ทำ (ไม่รวมถึงการเล่นเกม หรือดูทีวี) มีความยากลำบากในการควบคุมพฤติกรรมหรือหุนหันพลันแล่น และซนอยู่ไม่สุข ซึ่งอาการอาจรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทั้งพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น เด็กบางคนอาจซน อยู่ไม่นิ่ง และไม่สามารถควบคุมตนเองเป็นอาการหลัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กผู้ชาย หรือบางคนอาจมีอาการสมาธิสั้นเป็นปัญหาหลัก พบได้บ่อยทั้งในเด็กผู้หญิง และเด็กผู้ชาย โรคซนสมาธิสั้นพบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในต่างประเทศพบว่าประมาณ 3-5% ของเด็กวัยเรียนเป็นโรคนี้

อาการของเด็กแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ คือ

1.ขาดสมาธิ เด็กจะแสดงอาการวอกแวกง่าย ไม่ใส่ใจรายละเอียด หรือเลินเล่อในการทำงาน การเรียน หรือกิจกรรมอื่นๆ ไม่มีสมาธิในการทำงานหรือการเล่น เบื่อง่าย แม้ว่าเพิ่งเริ่มเล่นหรือทำกิจกรรมไม่กี่นาที มีปัญหาในการจดจ่อหรือจัดระเบียบงานหรือกิจกรรม ไม่สามารถเล่นหรือทำการบ้านได้เสร็จ ขี้หลงขี้ลืมทำของหายบ่อยๆ ดูเหมือนไม่ฟังเวลาพูดด้วย เหม่อ เชื่องช้า และสับสนง่าย ประมวลข้อมูลได้ช้าและไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน ไม่สามารถทำตามคำสั่งหรือแนวทางที่ให้ไว้

2.ซนอยู่ไม่สุข เด็กจะมีลักษณะยุกยิก อยู่ไม่สุข หรือบิดตัวไปมาเมื่อต้องนั่งอยู่กับที่ พูดมาก พูดตลอดเวลา วิ่งไปมา เล่นหรือจับของเล่นทุกชิ้นที่เห็น เคลื่อนที่ตลอดเวลาไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ขณะกินอาหาร เรียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมที่ต้องนั่งได้ เล่นเสียงดังตลอดเวลา หรือไม่สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมเงียบๆ ได้

3.หุนหันพลันแล่น เด็กจะมีพฤติกรรมไม่มีความอดทน พูดโพล่งด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสม ชอบขัดจังหวะ หรือพูดแทรกเวลาผู้อื่นกำลังพูดอยู่ แสดงความรู้สึกโดยไม่เก็บอาการ หรือทำสิ่งต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา รอคอยไม่เป็น ชอบแซงคิว

หากเด็กมีอาการในข้อ 1. ตั้งแต่ 6 ข้อขึ้นไป แสดงว่าเขาน่าจะมีปัญหาสมาธิสั้น

แต่ถ้าเขามีอาการในข้อ 2.และ 3. ตั้งแต่ 6 ข้อขึ้นไป แสดงว่าเขาน่าจะเป็นเด็กซน-หุนหันพลันแล่น

แต่ถ้ามีอาการทั้ง 3 ข้อ แสดงว่าเขาเป็นเด็กซน สมาธิสั้น

              โดยเด็กต้องแสดงอาการก่อนอายุ 7 ปี มีอาการทั้งที่บ้านและโรงเรียน รวมทั้งอาการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคม การเรียน หรืออาชีพการงานซึ่งสาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรคซนสมาธิสั้น

              จากผลการวิจัยในปัจจุบันพบว่า โรคสมาธิสั้นเกิดจากความบกพร่องของสารเคมีที่สำคัญบางตัวในสมองโดยมีกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยที่สำคัญ ประมาณ 30-40% ของเด็กสมาธิสั้น จะมีคนในครอบครัวคนใด คนหนึ่งมีปัญหาอย่างเดียวกัน ปัจจัยจากการเลี้ยงดู หรือสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงปัจจัยเสริมที่ทำให้อาการ หรือความผิดปกติดีขึ้น หรือแย่ลง มารดาที่ขาดสารอาหาร ดื่มสุรา สูบบุหรี่ หรือถูกสารพิษบางชนิด เช่น ตะกั่ว ในระหว่างตั้งครรภ์ จะมีโอกาสมีลูกเป็นโรคซนสมาธิสั้นสูงขึ้น

              การวิจัยในปัจจุบันยังไม่พบว่าการบริโภคน้ำตาล หรือช็อกโกแลตมากเกินไป การขาดวิตามิน โรคภูมิแพ้ การดูทีวี หรือเล่นวีดีโอเกมมากเกินไปเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซนสมาธิสั้น เพราะในขณะที่เด็กดูทีวี หรือเล่นวีดีโอเกม เด็กจะถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาพบนจอทีวี หรือ วีดีโอเกมที่เปลี่ยนทุก 2-3 วินาที จึงสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้ สมาธิของเด็กมีขึ้นได้จากสิ่งเร้าภายนอก ซึ่งตรงกันข้ามกับสมาธิที่เด็กต้องสร้างขึ้นมาเอง ระหว่างการอ่านหนังสือ หรือทำงานต่างๆ เด็กที่เป็นโรคซนสมาธิสั้นจะขาดสมาธิด้านนี้

              ทั้งนี้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคซนสมาธิสั้น โดยอาศัยประวัติที่ละเอียด การตรวจร่างกาย การตรวจระบบประสาท และการสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็นหลักในปัจจุบันยังไม่มีการตรวจเลือด หรือเอ็กซเรย์สมองที่สามารถนำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้น ในบางกรณี แพทย์จำเป็นต้องอาศัยการตรวจอื่น ๆ เช่น การตรวจสายตา (vision test) การตรวจการได้ยิน (Hearing test) การตรวจคลื่นสมอง (EEG) การตรวจเชาวน์ปัญญา และความสามารถทางการเรียน เพื่อช่วยวินิจฉัยแยกโรคลมชัก ความบกพร่องทางสายตา การได้ยิน หรือภาวะการเรียนบกพร่อง (Learning Disorder) ออกจากโรคซนสมาธิสั้น

                นอกจากนี้ โรคออทิสติก โรคจิตเภท ภาวะพัฒนาการล่าช้า และโรคทางจิตเวชอื่นๆ ในเด็ก เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า สามารถทำให้เด็กแสดงอาการ หรือพฤติกรรมเหมือนกับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น

                การรักษาโรคสมาธิสั้นหรือผู้ที่มีภาวะสมาธิบกพร่องนั้นปัจจุบันนั้น วิธีที่ยอมรับกันทั่วไปว่าได้ผลดี คือ การให้ยาเพิ่มสมาธิ ร่วมกับการฝึกเทคนิคในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยและผู้ดูแล และปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ป่วย และผู้ปกครองต้องเรียนรู้เกี่ยวกับโรคนี้ให้เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง เพื่อที่จะช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านั้นให้ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข การรักษาเด็กซนสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด คือ การผสมผสานการรักษาหลายๆ ด้านเข้าด้วยกัน

1.การรักษาด้วยยา
2.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็ก และครอบครัว
3.การช่วยเหลือทางด้านการเรียน

การรักษาด้วยยา ยาเพิ่มสมาธิ ปัจจุบันมีการนำยามาใช้เพื่อเพิ่มสมาธิหลายชนิดด้วยกัน ได้แก่

1.ยาในกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้น (psychostimulant medications) ยาในกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นถือเป็นยาที่ใช้ได้ผลดีสำหรับโรคสมาธิสั้น ยาเหล่านี้เป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย และมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง โดยจะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ซนน้อยลง ดูสงบลง อีกทั้งมีความสามารถในการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และอาจช่วยให้ผลการเรียนดีขึ้น ผลที่ตามมาเมื่อเด็กได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เด็กรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึ้น และยังช่วยทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้นอีกด้วย รายงานทางการแพทย์ล่าสุดพบว่าการรักษาเด็กสมาธิสั้นด้วยยาในกลุ่มนี้ได้ผลดีถึงร้อยละ 70-90
- Methylphenidate (Ritalin, Metadate, Concerta)
- Amphetamine (Dexedrine, Dextrostat, Adderall)

2.ยาใหม่ในกลุ่มที่ไม่กระตุ้น (non-stimulant) ยาในกลุ่มนี้เรียกว่า "non-stimulant" หมายถึงไม่กระตุ้นสมอง และระบบประสาท แต่เมื่อศึกษาลึกลงไปถึงกลไกการออกฤทธิ์แล้วกลับไม่พบความแตกต่างกับยาในกลุ่มแรก Atomoxetine (Strattera) เป็นยาที่ได้รับการวิจัยอย่างมากที่สุดในปัจจุบัน และใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ในแง่ผลข้างเคียงของยานี้ถือว่าน้อยมาก และพบว่าเมื่อใช้ยานี้ร่วมกับการบำบัดทางด้านพฤติกรรมแล้ว จะช่วยให้เด็กเคารพกฎเกณฑ์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับพ่อแม่ และบุคคลรอบข้าง

3.ยาออกฤทธิ์ต้านเศร้า (antidepressant) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง รู้จักกันในชื่อของ antidepressant medications ยาในกลุ่ม tricyclic antidepressants (TCA) ที่นำมาใช้รักษา ได้แก่ imipramine, desipramine, nortripyline งานวิจัยพบว่า bupropion (Wellbutrin) ช่วยลดอาการซน และขาดความสามารถในการควบคุมตัวเองได้มาก และยังช่วยเพิ่มสมาธิในกรณีที่เด็กขาดสมาธิ เช่น ไม่มีสมาธิในขณะทำงานหรือเล่น ไม่ค่อยฟังเวลาพูดด้วย วอกแวกง่าย ทำของใช้ส่วนตัวหายบ่อยๆ ขี้ลืมบ่อยๆ และมักไม่สามารถทำงานที่ครูหรือพ่อแม่สั่งจนสำเร็จ เด็กที่มีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ซึมเศร้า กระวนกระวาย อารมณ์แปรปรวน การใช้ยาออกฤทธิ์ต้านเศร้าร่วมกับกลุ่มออกฤทธิ์กระตุ้นจะได้ผลดีกว่าการใช้ยาออกฤทธิ์กระตุ้นเพียงอย่างเดียว

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการช่วยเหลือทางด้านจิตใจสำหรับเด็ก และครอบครัว ผู้ปกครอง และครูของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น จำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง เพื่อช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเด็ก การตี หรือการลงโทษทางร่างกาย เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล และจะมีส่วนทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธ หรือแสดงพฤติกรรม คือ ต่อต้าน และก้าวร้าวมากขึ้น วิธีการที่ได้ผลดีกว่า คือ การให้คำชม หรือรางวัล (positive reinforcement) เมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง และเหมาะสม รวมถึงการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการงดกิจกรรมที่เด็กชอบ หรือตัด สิทธิพิเศษ (negative reinforcement) เด็กซนสมาธิสั้นควรมีโอกาสได้คุยกับแพทย์ เพื่อที่แพทย์จะได้ให้ความรู้เกี่ยวกับข้อจำกัดที่ตัวเด็กมี และช่วยแนะนำแนวทางปฏิบัติตัว โดยเน้นให้เด็กได้ใช้ความสามารถด้านอื่นทดแทนในส่วนที่บกพร่อง ในบางราย ครอบครัวบำบัด (Family Therapy) ก็มีความจำเป็นสำหรับครอบครัวที่มีปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัว เพื่อลดความวิตกกังวล และความเครียดของเด็ก

การช่วยเหลือทางด้านการเรียน เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีปัญหาการเรียน หรือเรียนได้ไม่เต็มศักยภาพร่วมด้วย ดังนั้น ครูจึงมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้เรียนได้ดีขึ้น

ข้อแนะนำสำหรับครูในการช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้น คือ จัดให้เด็กนั่งหน้าชั้น หรือใกล้ครูให้มากที่สุดในขณะสอน, จัดให้เด็กนั่งอยู่กลางห้อง หรือให้ไกลจากประตู หน้าต่าง เพื่อลดโอกาสที่เด็กจะถูกทำให้วอกแวก โดยสิ่งต่าง ๆ นอกห้องเรียน, เขียนการบ้าน หรืองานที่เด็กต้องทำในชั้นเรียนให้ชัดเจนบนกระดานดำ, ตรวจสมุดจดงานของเด็ก เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจดงานได้ครบ, อย่าสั่งงานให้เด็กทำ (ด้วยวาจา) พร้อมกันทีเดียวหลาย ๆ คำสั่ง ควรให้เวลาให้เด็กทำเสร็จทีละอย่างก่อนให้คำสั่งต่อไป, คิดรูปแบบวิธีเตือน หรือเรียกให้เด็กกลับมาสนใจบทเรียน โดยไม่ให้เด็กเสียหน้า, จัดให้เด็กที่อยู่ไม่สุข มีโอกาสใช้พลังงานในทางสร้างสรรค์ เช่น มอบหมายหน้าที่ให้ช่วยครูเดินแจกสมุดให้เพื่อน ๆ ในห้อง เป็นต้น ให้คำชมเชย หรือรางวัล เมื่อเด็กปฏิบัติตัวดี หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์, หลีกเลี่ยงการใช้วาจาตำหนิ ว่ากล่าวรุนแรง หรือทำให้เด็กอับอายขายหน้า, หลีกเลี่ยงการตี หรือการลงโทษทางร่างกาย เมื่อเด็กกระทำผิด, ใช้การตัดคะแนน งดเวลาพัก ทำเวร หรืออยู่ต่อหลังเลิกเรียน (เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ) เมื่อเด็กทำความผิด, ให้เวลากับเด็กนานขึ้นกว่าเด็กปกติระหว่างการสอน,

หากพบว่ามีวิธีการใดที่บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวควรแจ้งให้ผู้ปกครองและแพทย์ผู้ดูแลรักษาทราบ เพื่อเป็นแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติต่อเด็ก ก่อให้เกิดการเรียนรู้ไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อผ่านวัยรุ่นประมาณ 30% ของเด็กซนสมาธิสั้นมีโอกาสหายจากอาการซนได้ แต่จะยังคงมีความบกพร่องของสมาธิอยู่ในระดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าเด็กดูเหมือนจะซนน้อยลง และสามารถในการควบคุมตนเองดีขึ้น เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนหากสามารถปรับตัว และเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมากนักก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จ และดำเนินชีวิตได้ตามปกติ บางคนอาจจะยังคงมีอาการของโรคสมาธิสั้นอยู่มาก ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อการศึกษาต่อการงาน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ไวรัสโรต้าอาจทำลูกรัก พัฒนาการชะงัก

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556


คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมครับว่า การติดเชื้อไวรัสโรต้าที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและการเรียนรู้ของลูกน้อยด้วย! โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่มีอาการท้องเสียจากการติดเชื้อซ้ำๆ หรือมีอาการท้องเสียเรื้อรัง แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะครับ ผมมีคำแนะนำดีๆและวิธีป้องกันมาฝากครับ

ไวรัสโรต้า เชื้อโรคร้ายที่ต้องระวัง
     เชื้อไวรัสโรต้า เป็นเชื้อที่มีชีวิตอยู่ได้หลายชั่วโมงบนมือหรือหลายวันบนพื้นผิวทั่วไป และฝังตัวอยู่ในอุจจาระมนุษย์เราได้นานเป็นสัปดาห์ การติดเชื้อไวรัสโรต้าอาจจะมาจากการกินอาหารที่ปนเปื้อน การสัมผัสพื้นผิวต่างๆ หรือการสัมผัสมือของคนอื่น คุณแม่ที่มีลูกเล็ก ต้องระวังและคอยเตรียมพร้อมป้องกันเจ้าเชื้อไวรัสโรต้านี้เพราะเชื้อโรต้าเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงรุนแรงพบได้บ่อยในเด็กตั้งแต่ 6 เดือน เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการท้องร่วง อาเจียนซ้ำ และมีไข้ บางรายที่เป็นมากอาจทำให้ลูกน้อยต้องนอนโรงพยาบาลไปหลายวันหรือเสียชีวิตได้หากเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและรักษาไม่ทัน และที่สำคัญอาการท้องร่วงไม่ว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรงจะมีผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกได้ครับ

   ติดเชื้อโรต้าส่งผลกระทบต่อพัฒนาการลูก เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้ว บางคนต้องนอนโรงพยาบาลเพราะเกิดภาวะขาดน้ำ ถ้าเป็นในเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน มีโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลมากถึง 20-50% มีการศึกษาพบว่าเด็กที่ท้องร่วงซ้ำๆจาการติดเชื้ออาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ เพราะเมื่อติดเชื้อร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารและเกลือแร่ได้ ทำให้การพัฒนาทางร่างกายและสมองของลูกหยุดชะงัก ผลคือเด็กในวัยก่อน 7 ปี จะเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกันได้และหากเด็กที่ท้องร่วงซ้ำๆ ก่อนวัย 2 ปี จะอาจทำให้มี IQ ต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกันได้เด็กอาจเรียนรู้ช้า ไวรัสโรต้าป้องกันได้ตั้งแต่ลูก 2 เดือน

    แน่นอนว่าคงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากเห็นลูกป่วย ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด รวมไปถึงการติดเชื้อจากไวรัสโรต้าด้วยใช่มั้ยครับ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้ด้วยการให้ดื่มนมแม่ และรักษาความสะอาดและในปัจจุบันมีวัคซีนทางเลือกที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ เป็นชนิดกินแบบ 2 ครั้ง และ 3 ครั้ง โดยวัคซีนที่กิน 2 ครั้ง ให้เมื่อเด็กอายุ 2 และ 4 เดือน ทำให้เด็กๆ ได้รับการป้องกันที่เร็วขึ้น สำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็กอายุ 2 เดือน ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อรับการป้องกันนะครับ

  ข้อความโดย นพ.วรมันต์ ไวดาบ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคติดเชื้

 

Most Reading