ads 728x90

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อผ้าเด็กราคาถูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสื้อผ้าเด็กราคาถูก แสดงบทความทั้งหมด

แตงโมคลายร้อน (Mother&Care) เพื่อลูกน้อย

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557





แตงโมคลายร้อน (Mother&Care)

ส่วนผสม

เนื้อแตงโม 2 ถ้วยตวง

น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือป่น ¼ ช้อนชา

น้ำแข็งป่น 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

ใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงในโถปั่นน้ำผลไม้ จากนั้นจึงกดปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่แก้วพร้อมดื่มคลายร้อน


(เสื้อผ้าเด็ก, เสื้อผ้าเด็กราคาถูก ,เสื้อผ้าเด็กอ่อน, เสื้อผ้าเด็กน่ารัก, เสื้อผ้าเด็กเล็ก, ชุดเด็ก, เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด)


เลือกเสื้อผ้าเด็ก หน้าร้อน เสื้อผ้าเด็กน่ารัก

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556



ลำตัวยาวควรเลือกใส่ "ทูพีซ" เพราะชุดว่ายน้ำแบบเต็มตัวจะทำให้รูปร่างคุณยาวขึ้นและไม่สมส่วน แต่ถ้าบางท่านที่ไม่กล้าสวมใส่ "ทูพีซ" ก็สามารถเลือกเป็น "ทูพีซกึ่งสปอร์ต" ได้เหมือนกันค่ะ

ลำตัวสั้น ควรเลือกใส่ "วันพีซ" เพื่ออำพรางลำตัวให้ดูยาวขึ้น













เลือกเสื้อผ้าเด็ก หน้าร้อน


เป็นที่รู้และเข้าใจอยู่แล้วว่าหน้าร้อนของคนไทยเรา มันไม่ได้ร้อนอย่างที่คนปกติจะทนได้ ... ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกเสื้อผ้าเด็กในหน้าร้อนก็คือการเลือกแบบเสื้อที่เรียบง่าย











เสื้อผ้าเด็กน่ารัก





เสื้อผ้าเด็กน่ารัก

เสื้อผ้าเด็กน่ารัก

ขายกางเกงเด็ก ขายเสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าเด็กราคาถูก เสื้อผ้าเด็กอ่อน เสื้อผ้าเด็กน่ารัก เสื้อผ้าเด็กเล็ก ชุดเด็ก เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด ร้านขายเสื้อผ้าเด็ก ร้านเสื้อผ้าเด็ก

วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556


วัยเปลี่ยน...พาลูกป่วยจริงหรือ?
 (รักลูก) โดย เพียงขวัญ

          ช่วงที่ลูกกำลังเปลี่ยนผ่านวัย เช่น มีพัฒนาการจากนอนนิ่ง ๆ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน ทำไมเด็กถึงเจ็บป่วยได้ง่ายเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันจริงหรือไม่ จะมีวิธีป้องกันหรือแก้ไขอย่างไร เรามีคำตอบ

วัยเปลี่ยนทำไมลูกป่วย
          เด็กวัย 0-3 ปีจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยพัฒนาการของเขาจะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากการนอนราบเคลื่อนไหวแขนขาอยู่กับที่ เป็นคลาน จากคลานเป็นเดิน จากเดินเป็นวิ่ง การใช้นิ้วมือคล่องแคล่วขึ้นตามวัยไม่ว่าเห็นอะไรแปลกใหม่ หรือเห็นสิ่งของอะไรที่ไม่คุ้นก็จะหยิบทันทีแล้วเอามาสำรวจด้วยการเอาเข้า ปาก อมบ้าง กัดบ้าง

ตาม ซอกตามมุมก็จะเป็นจุดดึงดูดให้ลูกวัยเบบี้คลานเข้าไปซึ่งสถานที่เหล่านั้น อาจมีแต่ฝุ่นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคสิ่งแวดล้อมรอบตัวจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่อาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคหรือสารก่อภูมิแพ้ต่างๆเข้าสู่ร่างกายเป็น สาเหตุที่ทำให้ลูกป่วยในช่วงเปลี่ยนผ่านวัยนั่นเอง

โรคพึงระวังช่วงวัยเปลี่ยน
          ช่วงเปลี่ยนผ่านวัยคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังอาการท้องเสียและลำไส้อักเสบเป็น พิเศษ เพราะหนูน้อยจะโปรดปรานการสำรวจด้วยการหยิบของเข้าปากเป็นที่สุด ซึ่งอาจทำให้ลูกได้รับเชื้อโรคบางชนิดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารทำให้ลูกป่วย และมีการขับถ่ายไม่ปกติ

ลักษณะ อาการนำอย่างแรกที่อาจสันนิษฐานได้ว่า ลูกติดเชื้อโรคโดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่ลำไส้ คือ เป็นหวัดมีน้ำมูก มีไข้สูง อาเจียน ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้ง/วัน และหากถ่ายมีมูกเลือดปนอาจเกิดจากลำไส้อักเสบติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ดังนั้น ควรรีบพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง

สิ่งแวดล้อมดี...ลูกสุขภาพดี
          สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกน้อยท้องเสียมาจากการได้รับเชื้อโรคจากสิ่งของรอบ ตัว และการดูแลสุขอนามัยที่ไม่ดี ดังนั้น คุณแม่จึงควรจัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาดไม่ว่าจะเป็นพื้น บริเวณที่ลูกอยู่ หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ลูกจะหยิบเข้าปากรวมทั้งบริเวณที่ลูกจะเคลื่อนตัวไปสัมผัส ต้องสะอาดและไม่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคโดยมีวิธีดังนี้

          ดูแลสุขอนามัยของลูกและสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และครบทุกหมวดหมู่ ล้างมือของคุณแม่ให้สะอาดก่อนให้นมเสมอ เช็ดเหงื่อที่เต้านมก่อนทุกครั้ง เพราะถ้าไม่เช็ด ผิวหนังบริเวณเต้านมอาจจะมีเหงื่ออับชื้น มีเชื้อก่อโรคปนเปื้อนอยู่ เมื่อลูกดูดนมแม่ก็อาจทำให้ลูกท้องเสียได้ ซักเสื้อผ้า เสื้อผ้าเด็กอ่อน ปลอกหมอน  เสื้อผ้าเด็กเล็ก ผ้ากันเปื้อนลูกให้สะอาด และตากแดดให้แห้ง อย่าให้อับชื้น เพราะเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดที่ ไม่สะอาดอาจเป็นสาเหตุให้ผิวลูกมีโอกาสติดเชื้อ รวมทั้งเสื้อผ้าที่อับชื้น มีเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราปนเปื้อนจะทำให้ผิวลูกมีตุ่มแดงและอักเสบได้ หมั่นทำความสะอาดของเล่น ของใช้ของลูกทุกวันหรือทุกครั้งที่มีการปนเปื้อนน้ำมูก น้ำลาย

           ปัจจุบันมีการให้วัคซีนทางเลือกเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยในทารกมากขึ้น ถือเป็นทางออกในการช่วยป้องกันโรคให้ลูกน้อยได้อีกทางหนึ่ง

ปฏิบัตตามดังกล่าวจะช่วยให้ลยอย่างสมบูรณ์แข็งแรง


ขอบคุณที่มา kapook.com

ไม่ประมาท...พลั้งเผลอ ลดภัยเสี่ยงเด็กเล็กก่อนสาย!! (เดลินิวส์)

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไม่ประมาท...พลั้งเผลอ ลดภัยเสี่ยงเด็กเล็กก่อนสาย!! (เดลินิวส์)

ลูกคือ “โซ่ทองคล้องใจ” ของผู้เป็นพ่อแม่ เป็นสายใยรักที่เกิดขึ้นมา เพื่อเติมเต็มคำว่า “ครอบครัว” ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น...นับตั้งแต่วันที่ลูกน้อยลืมตาดูโลก ...ภารกิจหลักคงตกอยู่กับผู้ที่เป็นพ่อและแม่ บางครอบครัวโชคดีมีปู่ ย่า ตา ยาย ช่วยเลี้ยง บางครอบครัวต้องเลี้ยงดูกันเอง และที่ร้ายไปกว่านั้น พ่อ แม่ บางคนต้องรับหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน

“ลูกใคร ใครก็รัก” แต่บางครั้งบางคราว ผสมกับความเป็นมือใหม่ของบางครอบครัว ทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับลูกรักได้ เด็กหลายคนโชคยังดีที่ช่วยเหลือไว้ได้ทัน ในขณะที่เด็กอีกจำนวนไม่น้อย ต้องจบชีวิตลงเพราะความพลั้งเผลอ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในเวลาเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที!!

ความปลอดภัย เป็นเรื่องที่ทุกบ้านที่มีเด็กอ่อน พึงให้ความสำคัญ ลักขณา สุมงคล หัวหน้าแผนกเนอร์สเซอรี่ โรงพยาบาล บี เอ็น เอช ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า อันตรายที่เกิดขึ้นกับทารก สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา และบางครั้ง เป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น พ่อ แม่ ผู้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงทารก จึงต้องมีความรู้ในด้านต่างๆ เกี่ยวกับอันตรายใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกน้อย

ทารกในช่วงแรกเกิด สิ่งที่ควรระวัง คือ เรื่องของทางเดินหายใจ เพราะการเตรียมที่นอน ที่ไม่ถูกต้อง มีความนิ่มมากจนเกินไป รวมทั้งการจัดท่านอนให้ทารก ที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้หน้าของทารกกดลงกับบริเวณที่นอนที่เป็นฟูกนิ่มๆ ได้ ซึ่งจะทำให้เด็กหายใจไม่ออก ในต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

ท่านอนของเด็กควรจะเป็นท่านอนหงาย หรือท่านอนตะแคง ในส่วนที่คุณพ่อ คุณแม่ ท่านใดต้องการให้ลูกหัวสวย สามารถจัดนอนคว่ำได้แต่จะต้องเป็นที่นอนที่แข็ง ลักษณะคล้ายฟูกของคนไทยในสมัยก่อน โดยให้น้องนอนคว่ำ แต่หันหน้าไปทางใดทางหนึ่ง และหมั่นเดินมาดูลูกบ่อยๆ อย่างน้อยชั่วโมงละครั้ง หรือทางที่ดีที่สุด ควรนอนด้วยกันกับลูก ควรที่จะให้ลูกอยู่ในสายตาตลอดเวลา เพราะต้องคำนึงเสมอว่า เด็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย

ส่วนที่นอนของทารกไม่ควรเป็นเบาะหรือฟูกที่นุ่มจนเกินไป รอบข้างควรมีหมอนข้างหรือหมอนกั้นไว้ เพราะเด็กจะนอนดิ้นและขยับตัวบ่อย ถ้าต้องการให้ลูกนอนเตียงที่ด้านข้างทำเป็นลูกกรง ควรที่จะมีอุปกรณ์ป้องกันด้วยเช่นกัน อย่างเบาะ หรืออะไรที่นิ่มๆ มากั้นตลอดทั้ง 4 ด้าน เพราะเราไม่รู้ว่าเด็กจะกลิ้งไปทางใด ไม่ใช่มาดูอีกที ลูกหัวลอดจากลูกกรงมาอยู่ข้างนอกเสียแล้ว เคยมีกรณีที่เด็กนอนเตียงในลักษณะเช่นนี้ แต่ไม่มีอะไรกั้น คิดว่าลูกกรงที่กั้นก็เพียงพอแล้ว ปรากฏว่า เมื่อกลับมาดูลูกแทบเป็นลม เพราะหัวเด็กไปเกี่ยวกับลูกกรงเตียง แต่ตัวห้อยลงไปอยู่ด้านล่าง ทำให้เด็กขาดอากาศหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง พ่อ แม่ ตกใจจึงรีบพามาโรงพยาบาล ตรงนี้จึงต้องระวังด้วย

“แต่ถ้าให้เด็กนอนพื้น ควรจะเป็นเบาะและมีหมอนกั้นอาณาเขตเอาไว้รอบๆ ตัวน้อง ไม่ควรให้ลูกนอนในที่สูงเกินคืบหนึ่ง โดยที่ไม่มีอะไรปิดกั้นรอบข้าง ยิ่งถ้าเด็กเริ่มพลิกตัว เริ่มเคลื่อนไหวได้แล้ว ควรให้นอนพื้นจะเป็นการดีที่สุด และเป็นการป้องกันถ้าคุณแม่เผลอหลับไปกับลูก เพราะไม่รู้ว่าน้องจะทำอะไร เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก่อน เมื่อลูกนอนพื้นสิ่งที่สำคัญ คือ เรื่องความสะอาด ต้องหมั่นทำความสะอาดบริเวณที่ลูกนอน เพราะอาจมีมดหรือแมลงมากัดลูกได้”

ในส่วนของอาหาร สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความสะอาด การเตรียมอาหารให้ลูกทุกครั้งต้องล้างมือก่อน เพราะการล้างมือเป็นการป้องกันการติดเชื้อได้ดีวิธีหนึ่ง และควรจะแยกภาชนะไว้สำหรับลูกโดยเฉพาะ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของเด็กด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองและเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ได้ เนื่องจากเด็ก ยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ การป้อนอาหารนั้น ควรให้เด็กอยู่ในลักษณะที่หัวสูงกว่าตัวเสมอ ในท่ากึ่งนั่ง เพราะการกลืนกินอาหารของเด็กยังทำได้ไม่ดี มีโอกาสที่จะสำลักได้ง่ายมาก การวางช้อนให้น้องอ้าปากแตะที่ปลายลิ้น จากนั้นค่อยๆ กระดกช้อนขึ้น ส่วนปริมาณในการป้อนแต่ละครั้ง จะต้องป้อนครั้งละน้อยๆ เพียงปลายช้อน เพราะเด็กเล็กการเริ่มทานอาหารใหม่ๆ สำหรับเขา แค่ช้อนโต๊ะเดียวก็เพียงพอแล้วในแต่ละมื้อ นอกจากนี้ในส่วนของผลไม้ที่มีเมล็ด หากอยากให้ลูกที่พอรับประทานได้ลองลิ้มรส ก็ควรแกะและป้อนคำเล็กๆ ไม่ควรให้ลูกรับประทานเพียงลำพัง เพราะอาจทำให้เมล็ดหลุดลื่นลงคอ หรือไปติดที่หลอดลมได้

“เสื้อผ้าเด็กในส่วนของตะเข็บก็มีความสำคัญเช่นกัน เด็กบางคนอาจจะโดนด้ายเย็บตามตะเข็บบาดเอาได้ หรือทำให้ผิวหนังระคายเคือง แม่บางคนไม่รู้จะทำอย่างไร ลูกร้องไห้ไม่หยุด ค้นดูตามเนื้อตัวลูก ถึงได้รู้ว่าด้ายที่เย็บบาดลูก ฉะนั้นเวลาจะซื้อเสื้อผ้า ให้ดูตะเข็บด้านในด้วยว่า เย็บเก็บเรียบร้อยดีหรือไม่”

การอาบน้ำ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่เด็กอาจจะได้รับอันตรายได้ หลักการที่ทำให้เด็กปลอดภัย คือ จับเด็กให้มั่น เพราะคุณแม่มือใหม่จะรู้สึกตื่นเต้น ไม่กล้าจับลูกแรง กลัวลูกเจ็บ เพราะน้องตัวจะนิ่มไปหมด ยิ่งลูกโดนน้ำแล้วร้องยิ่งกังวล มือสั่นไปกันใหญ่ ทั้งที่จริงๆ แล้วเด็กเมื่อโดนน้ำ อาบน้ำแรกๆ จะร้องทุกราย

ฉะนั้น หลักการที่ถูกต้อง คือจับที่บริเวณไหล่ลูก ในลักษณะโอบไหล่ แล้วน้ำหนักของลูกถ่ายมาที่บริเวณข้อมือของแม่ หัวเด็กจะพิงมาที่ข้อศอกของแม่พอดี จับไหล่ลูกให้แน่น เพราะถ้าหลุดเด็กจะหลุดมือทันที

สำหรับสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นไปได้ควรจัดพื้นที่ไว้สำหรับน้อง และที่มองข้ามไม่ได้เลย คือ เรื่องของสารเคมี บางครั้งแม่อาจหยิบผิดได้ เพราะขวดคล้ายกัน สีเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน อย่างหยิบน้ำยาขัดพื้น คิดว่าเป็นน้ำยาซักผ้าน้อง ตรงนี้อาจทำให้เด็กได้รับอันตรายจากเคมีนั้นได้ จึงควรแยกที่เก็บให้ห่างจากกันและสังเกตได้อย่างชัดเจน

รวมทั้งควรเก็บสารเคมีต่างๆ ออกจากพื้นที่ของลูก เพื่อกันตัวเองหยิบใช้ผิด อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้เด็กคลานไปหยิบเล่น หรือเปิดออกมาดื่มกินได้ จึงควรเก็บไว้ในที่มิดชิดและเด็กเอื้อมไม่ถึงเปิดไม่ได้

รวมไปถึงยาและเวชภัณฑ์ ควรจัดเก็บให้ห่างจากลูกให้มากที่สุด เพราะเด็กอาจจะหยิบมาใส่ปากเล่น และอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นอกจากนั้น สิ่งแวดล้อมที่ลูกอยู่ ถ้ามีปลั๊กไฟ ให้หาอะไรมาปิดรูปลั๊กไฟ เพื่อกันไม่ให้ลูกเอามือไปแหย่เล่น ถ้าเขาอยู่ในวัยที่เริ่มคลานแล้ว ยิ่งต้องระวังให้มากขึ้น

ตลอดจนภาชนะและสิ่งของที่มีคม อย่างกรรไกร เข็ม ด้าย มีด หรือในส่วนของขอบโต๊ะ ขอบเตียง ซึ่งบางครั้งเราคิดไม่ถึง จึงจำเป็นต้องมีภาชนะห่อหุ้ม เมื่อลูกคลานไปโดนจะได้ไม่เกิดอันตรายได้

วัยที่อันตราย คือ วัยที่เด็กเริ่มเรียนรู้ เริ่มเคลื่อนไหว หัดคลาน เริ่มเคลื่อนที่จากที่นอนอยู่เฉย ๆ คุณพ่อ คุณแม่ต้องไม่ให้ลูกห่างสายตาเป็นอันขาด ควรอยู่กับเด็กตลอดเวลา เพราะพฤติกรรมอยากรู้อยากเห็นและในช่วงขณะที่ พ่อแม่เผลอ จะเป็นช่วงที่อันตรายกับลูกมาก ซึ่งในแต่ละครอบครัวจะมากน้อยแตกต่างกัน



ฉะนั้นการป้องกัน จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้เหตุเกิด นั่นคือ อย่าปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว หรือบางช่วงเวลาที่ปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว สิ่งแวดล้อมตรงนั้นจะต้องปลอดภัยสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นของที่เขาหยิบเข้าปาก หรือจะเป็นเรื่องไฟ รวมทั้งการตกจากที่สูง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น เพราะเด็กเขาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเกิดอะไรตามมา” ลักขณา แฝงข้อคิดทิ้งท้าย

มากกว่าความรัก คือ การเอาใจใส่ อย่าให้แก้วตาดวงใจต้องพบหรือเผชิญกับประสบการณ์อันเลวร้าย ทั้งๆ ที่คุณสามารถป้องกันให้กับเขาได้!!.



ขอขอบคุณข้อความดีๆ จาก : เดลินิวส์

การดูโทรทัศน์ในเด็กเล็กๆ เป็นอันตรายหรือไม่ ?


ผลกระทบของการดูโทรทัศน์ในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ เป็นเรื่องที่เถียงกันอย่างมาก ทุกๆ ปีมีการทำสถิติเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของเด็ก และพบว่าเด็กบางกลุ่มมีสัญญาณเตือนที่น่ากลัว

                     โดยเฉลี่ยเด็กอเมริกันดูโทรทัศน์ 4 ชม. ต่อวัน (ที่มา www.app.org) ในขณะที่ร้อยละ 20 ของเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบมีโทรทัศน์ในห้องพวกเขา ในเด็กทารกอายุ 3 เดือนลงมามีถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่ดูโทรทัศน์ และมีเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสำหรับเด็กอายุ 2 ขวบ (ที่มา http://seattlepi.nwsource.com/local/314676_babytube08.html) การศึกษาพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของเด็กในปี ค.ศ. 2003 พบว่าเด็ก 6 เดือนถึง 6 ปี ใช้เวลาถึงสองชั่วโมงกับ “สื่อจอ” เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และวิดีโอเกม (ที่มา CBS News) การศึกษายังพบอีกถึงการใช้เวลาที่ใช้ดูโทรทัศน์มากขึ้นและการอ่านที่น้อยลง

                    การศึกษาพฤติกรรมการดูโทรทัศน์ในเด็กเหล่านี้ทำโดยแพทย์ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ ได้แนะนำให้ลดการดูโทรทัศน์ลงในเด็ก วีดีโอชุดหนึ่งที่ผลิตออกมาในต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2007 อย่างเช่น “Baby Einstein” และ “Brainy Baby” พบว่าอาจเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของเด็ก วิดีโอเหล่านี้ซึ่งมีผลิตในรูปแบบ VHS และ DVD ในเนื้อหามีบทสนทนาเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นภาพที่ทับต่อเนื่อง และมักจะไม่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งยากที่จะเข้าในเนื้อเรื่อง แต่วิดีโอชุดนี้ก็เป็นที่นิยมอย่างมาก อย่างเช่นชุด “Baby Einstein” ได้รับรายได้มากกว่า 500 ล้านเหรียญ (ที่มา Boston Globe) และ Disney ได้ซื้อบริษัทนี้ในปี ค.ศ. 2001 (ที่มา Denver Post)

                    ผู้ปกครองส่วนมาก กล่าวว่าพวกเขาใช้วิดีโอเหล่านี้เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเด็ก การเปิด DVD ชุด “Baby Einstein” ให้เด็กดูเพื่อที่จะให้คุณแม่หรือคุณพ่อสามารถทำความสะอาดบ้านหรือจัดเตรียมอาหาร หรือดูแลงานอื่นๆ ได้ แต่นักวิจัยพบปัญหาว่าวีดีโอเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์และอาจจะเป็นอันตรายต่อพวกเด็ก ๆ ได้

                    ปัญหาไม่เพียงเฉพาะเนื้อหาวิดีโอ ที่บทสนทนาที่มีเพียงเล็กน้อยหรือภาพต่อเนื่องที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่วิดีโดชุดนี้ยังอาจมีผลถึงการพัฒนาการของสมองในเด็กทารก สมองของเด็กเป็นสิ่งสำคัญมากในเด็กก่อนอายุ 2 ขวบ ซึ่งเป็นการพัฒนาเชื่อมต่อระบบประสาทและเติบโตขนาดของสมอง จำเป็นต้องมีสิ่งเร้าในการกระตุ้นการพัฒนาการของสมอง นักวิจัยแย้งว่าวิดีโอไม่ให้สิ่งเร้านี้

การศึกษาวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร “Journal of Pefiatrics” สุมตัวอย่าง 1,000 ครอบครัว ทดสอบเด็กอายุ 8 เดือนถึง 16 เดือน สำรวจให้เด็ก 32 เปอร์เซ็นต์ดูวิดีโอ โดยเด็ก 17 เปอร์เซ็นต์ของพวกเขาดูวิดีโดอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงต่อวัน ทดสอบใช้วิดีโอชุด “Baby Einstein” ว่ามีผลต่อการพัฒนาการของพวกเขาหรือไม่ โดยเน้นไปที่คำศัพท์ โดยเฉลี่ยทุกชั่วโมงของทุกวันเด็กที่ดูวิดีโอนี้เขารู้คำศัพท์น้อยลง 6-8 คำเมื่อเทียบกับเด็กอายุเดียวกัน แต่เด็กที่มีอายุ 17 -24 เดือน เมื่อทดสอบแล้วไม่มีผลกระทบใดๆ

                    สถานบันชั่นนำ “Frederick Zimmerman” ของมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าวว่า “ไม่มีหลักฐานชัดเจนถึงประโยชน์ที่มาจากดีวีดีและวิดีโอของเด็กเล็ก และมีคำแนะนำบางอย่างถึงอันตรายกับเด็กเล็ก” (ที่มา Forbes)


                    ดังนั้นเราควรห้ามให้เด็กเล็กๆ ดูโทรทัศน์หรือไม่ ? ในตอนต่อไปเราจะไปถึงนักวิจัยคนอื่นพูดถึงการดูโทรทัศน์ในเด็กเล็ก และผู้เชี่ยวชาญแนะนำการดูโทรทัศน์ในเด็กเล็ก

ท้องใหญ่ ท้องเล็ก มีผลต่อเด็กหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


ท้องใหญ่ ท้องเล็ก มีผลต่อเด็กหรือไม่


มีลูกแล้ว 2 คนค่ะ ช่วยนี้อยากพักก่อน เลยทานยาคุมช่วย ทานมาได้ 4 เดือนแล้ว แต่สงสัยว่าทำไมทานแล้วถึงดูอ้วนขึ้น น้ำหนักขึ้นมาเกือบ 4 กิโล และรู้สึกว่าอยากอาหารมากขึ้น ไม่รู้เกี่ยวกันหรือเปล่า อีกอย่าง ตอนกลางคืนก็มักเจ็บหน้าอก และมีฝ้าขึ้นที่หน้า แต่ก่อนไม่เคยเป็น พอหยุดยาก็หาย ขอคำตอบจากคุณหมอด้วยค่ะ
“ทานยาคุมแล้วทำให้รูปร่างเปลี่ยนนั้น น่าจะเกิดจากผลข้างเคียงของฮอร์โมนครับ ทำให้ผู้ทานเจริญอาหารมากกว่าเดิม พอทานเยอะก็น้ำหนักขึ้น อ้วนง่าย ส่วนที่รู้จักเจ็บเต้านม อาจเกิดจากการคั่งของน้ำในร่างกายที่มากขึ้น ทำให้หน้าอกของผู้ทานขยายใหญ่ เกิดการตึงบริเวณนม จนรู้สึกเจ็บ

…สำหรับเรื่องฝ้าที่หน้า ถึงแม้อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ก็คงเป็นส่วนน้อยครับ ไม่น่าจะใช่สาเหตุหลัก

อาจเกิดจากที่ผู้ทานออกไปตากแดดเป็นเวลานาน การทาครีมป้องกันก็จะช่วยได้ครับ”

จำเป็นหรือไม่คะ ที่จะต้องทานอาหารเสริมในช่วงตั้งครรภ์ เห็นหลายคนแนะนำให้ทาน แต่ปกติเป็นคนทานเยอะอยู่แล้ว คิดว่าเพียงพออยู่แล้ว อย่างไรก็แนะนำด้วยค่ะ

“อาหารเสริมไม่ได้ช่วยให้ทารกมีสุขภาพแข็งแรงหรือมีพัฒนการที่ดีขึ้นอย่างที่คุณแม่เข้าใจครับ แต่การทานอาหารเสริมในคุณแม่ตั้งครรภ์ ทานเพื่อเสริมสร้างสารอาหารบางอย่างที่แม่ตั้งครรภ์ขาดไปครับ ช่วยให้แม่ตั้งครรภ์มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น เพราะในแม่ตั้งครรภ์หลายคน ก็มีโอกาสที่จะเกิดสารอาหารบกพร่อง หมอจึงแนะนำให้ทานอาหารเสริมเพิ่ม

…สำหรับสารอาหารที่จำเป็นต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ หลักๆ ก็คือ โปรตีน วิตามิน แคลเซียม ส่วนวิตามิน เราจะครอบคลุมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินซี เอ ดี อี เค รวมทั้งโฟลิก ซึ่งปกติสารอาหารเหล่านี้ก็จะมีอยู่ในอาหารอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในนม ถ้าเป็นนมปกติ ไม่ใช่นมพร่องมันเนย ก็มีวิตามิน เอ ดี อี เค ซึ่งเป็นวิตามินหลักที่ละลายในไขมัน ถ้าคุณแม่ทานโดยที่ไม่ใช่นมพร่องมันเนย ก็จะได้สารอาหารครบถ้วนอยู่แล้ว ไม่ได้ขาดอะไรครับ”

ปกติแล้วเราสังเกตพัฒนาการของทารกในครรภ์จากการดูท้องว่าเล็กหรือใหญ่ได้ไหมคะ รู้สึกว่าตัวเองท้องเล็กกว่าเกณฑ์ ทั้งที่ตอนนี้ลูกอายุ 4 เดือนแล้ว

“คุณหมอจะวัดดูจากขนาดของทารกครับ ว่าในแต่ละอายุครรภ์มีการเจริญเติบโตมากน้อยเพียงไร ทารกมีน้ำหนักอยู่ในมาตรฐานหรือไม่ โดยจะมีกราฟของทารกที่อยู่ในครรภ์ ว่าแต่ละอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ 24 สัปดาห์ 30 สัปดาห์ มีเกณฑ์มาตรฐานเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราวัดแล้ว ทารกมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ก็ถือว่าทารกมีความปกติดีครับ แต่ถ้าพบว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จึงค่อยให้ค่อยการดูแลเพิ่มเติม ตามความเหมาะสมครับ”

ไปตรวจเมื่อเดือนก่อน ทราบจากคุณหมอว่ามีรกเกาะอยู่ทางด้านหน้าของมดลูก ก็ดูแลเป็นพิเศษ กังวลมาก รู้สึกตลอดเหมือนลูกไม่ค่อยดิ้น คิดไปเองหรือเปล่าไม่ทราบ อยากรู้วิธีสังเกตค่ะ

“คุณแม่จะรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวในท้องครับ ซึ่งลักษณะการเคลื่อนไหวแรก ๆ จะเป็นการกระเพื่อมผ่านทางน้ำคร่ำ ซึ่งหากรกของคุณแม่เกิดมาเกาะทางด้านหน้า อาจทำให้คุณแม่รู้สึกว่าทารกดิ้นช้าลง ซึ่งลักษณะการดิ้นในช่วงไตรมาส 2 ก็จะคล้ายในไตรมาสแรก อาจรู้สึกว่ากระเพื่อมมากกว่าเดิมเล็กน้อย อย่างไรก็โ ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าทารกดิ้นน้อยกว่าปกติ หรือไม่ดิ้นเลย โดยเฉพาะผ่านไปวัน สองวันแล้ว ไม่ดิ้นเลย ควรรีบมาพบแพทย์โดยทันทีครับ” เสื้อผ้าเด็ก

ขอขอบคุณ โรงพยาบาลกรุงธน 1
โทร. 0-2438-0040-5

การเลือกของเล่นให้เหมาะสมกับวัย


การเลือกของเล่นให้เหมาะสมกับวัย

การเลือกของเล่นให้เด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย พ่อแม่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเลือกของเล่นที่ยากเกินไปสำหรับเด็ก เด็กที่เริ่มหัดเล่น พบว่าของเล่นที่ยากเกินความสามารถของเด็กจะทำให้ความตื่นเต้นในของเล่นใหม่ลดลง และเด็กจะให้ความสนใจน้อยมาก นอกจากนี้ความชอบของเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย
เด็กมักชอบของเล่นที่ใช้ถือหรือกด ซึ่งมีทั้งยากและง่าย ฉะนั้นการเลือกจึงควรเริ่มต้นจากของเล่นที่ง่ายก่อนแล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยากขึ้นตามลำดับ เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความรู้สึกขาดความมั่นใจ ดีที่สุดควรเลือกของเล่นที่ต่ำกว่าอายุเล็กน้อย
สำหรับเด็กที่ขาดประสบการณ์ในการเล่น นอกจากไม่สามารถเล่นได้เท่ากับระดับอายุของเขาแล้ว เด็กยังต้องการคำแนะนำจากผู้ใหญ่อีกด้วย ตัวอย่างเช่น เด็กอายุ 8 ปี ที่มีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ได้เทียบเท่าเด็กอายุ 3 ขวบ ของเล่นสำหรับเขาก็ไม่ควรสูงเกินระดับอายุ 3 ขวบ เช่นกัน

ประเภทของของเล่นสำหรับเด็ก
1.ของเล่นประเภทที่เด็กชอบ
2.ของเล่นที่เหมาะสมกับวัยตามพัฒนาการของเด็ก


1. ของเล่นประเภทที่เด็กชอบ
ของเล่นที่ทำให้เด็กพอใจ คือ ของเล่นที่เด็กสามารถเล่นได้ด้วยตัวเอง ในกรณีที่เด็กไม่สามารถบอกได้ว่าชอบแบบไหน ผู้ใหญ่ควรจะทราบเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กชอบในชีวิตประจำวันเสียก่อน แล้วจึงค่อยดึงเอาของเล่นของเล่นรวมเข้าไปด้วย เช่น ถ้าเด็กชอบเสียง ก็ควรเลือกของเล่นประเภทที่มีเสียง เช่น เสียงร้องสัตว์ พวกลากจูงของประเภทที่ใช้ฆ้อนตอกลงไปในรู กล่องที่มีช่องคล้ายตู้ไปรษณีย์เมื่อหย่อนของเล่นลงไปจะทำให้เกิดเสียง ปัจจุบันมีของเล่นที่มีประโยชน์มากมายซึ่งช่วยให้เด็กได้ระบายอารมณ์ เช่น กดปุ่มแล้วมีหน้าสัตว์ยื่นออกมา ดันสวิทซ์แล้วทำให้เกิดเสียงดนตรี เคาะปุ่มแล้วมีรูปภาพปรากฏขึ้น เราสามารถเลือกของเล่นตามความชอบของเด็ก ซึ่งนอกจากเป็นการให้รางวัลกับเด็กแล้วยังสามารถทำให้เด็กมีความสนใจในของเล่นที่ยาวนานอีกด้วย นั่นหมายความว่าเราประสบความสำเร็จในการเลือกของเล่นที่ดีที่สุดให้กับลูกและเสื้อผ้าเด็กอ่อน

2. ของเล่นที่เหมาะสมกับวัยตามพัฒนาการของเด็ก
           อายุ 0-6 เดือนของเล่นประเภทที่เด็กสามารถไขว่คว้าได้ พวกโมบาย กระดิ่ง กระจก ของเล่นที่เกี่ยวกับการมอง การถือ ประเภทที่เกี่ยวข้องกับปาก พวกดูด กัด ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้
       เด็กอายุ 6- 12 เดือนของเล่นที่ใช้บีบ เพื่อให้เกิดเสียง ระฆัง สำหรับจับเขย่าของเล่นที่ใช้สำหรับลากดึง แท่งไม้ใหญ่ๆ สำหรับต่อเป็นรูปตึกเอามาเรียงตามแนวตั้งและแนวนอน
           เด็กอายุ 12-18 เดือนของเล่นประเภทให้เด็กตอก ดินสอเทียนสำหรับขีดเขียน แต่ไม่ใช่สำหรับการวาดรูป ลูกบอล ฆ้อน ของที่ใช้เสียบใส่ตามช่อง ทราย น้ำ สำหรับให้เด็กเล่น สมุดภาพสำหรับให้เด็กดู
           เด็กอายุ 18 เดือน - 2 ขวบกล่องที่มีช่อง 3-4 ช่อง สำหรับใส่แท่งพลาสติกทีมีรูปทรงต่างๆ ฆ้อนตอก หรือที่ใช้กด ห่วงกลมที่มีราวให้สามารถเลื่อนไปมาได้ ดินสอเทียน สำหรับให้เด็กเริ่มต้นเลียนแบบเส้นตรง สมุดภาพสัตว์ สิ่งของเครื่องใช้ เพื่อให้เด็กรู้จักสามารถเรียกชื่อได้ รถยนต์ ตุ๊กตา ของเล่นนุ่มๆ แท่งไม้ชิ้นเล็กๆ สำหรับต่อบ้าน
           เด็กอายุ 2-3 ขวบกล่องที่มีช่องหลายช่องสำหรับใส่รูปทรงต่างๆ ที่ตัดกระดาษ ก้อนไม้สีต่างๆ สำหรับจับคู่สี ของเล่นที่ใช่สร้างบ้าน ดินสอเทียน ดินสอสีไว้ระบายสมุดภาพ ลูกปัดโตๆ สำหรับให้เด็กร้อย
           เด็กอายุ 3- 4 ขวบภาพง่ายๆ 6 ชิ้นขึ้นไปเพื่อให้เด็กต่อ แท่งรูปทรงต่างๆ ที่ยากขึ้นสำหรับให้เด็กหยิบใสตรงช่อง รูปภาพสัตว์ สิ่งของง่ายๆ ให้เด็กจับคู่ ของเล่นที่ใช้ต่อประดิษฐ์สิ่งก่อสร้าง บ้านตุ๊กตา ที่ตัดกระดาษ กรรไกร
           พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกอยู่กับตัวเองตามลำพังในช่วงสั้นๆได้บ้าง เด็กที่เป็นลูกคนเดียวมักเคยชินกับการอยู่กับผู้ใหญ่ ทำให้ไม่สามารถแยกอยู่ตามลำพังคนเดียวได้ แต่บางคนก็เคยชินต่อการอยู่ตามลำพังคนเดียว จนไม่ยอมรับที่จะสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ทำให้ขาดประสบการณ์ในการเล่น ไม่สามารถพัฒนาทักษะทางสังคมได้ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วยการสอนให้เด็กรู้จักเล่น เพื่อที่เด็กจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นๆ เป็นการป้องกันปัญหาการปรับตัวที่อาจตามมาเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

หน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่31 มีนาคม 2546

การเลือกของเล่นให้เหมาะสมกับวัย

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


การเลือกของเล่นให้เด็กเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย พ่อแม่ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเลือกของเล่นที่ยากเกินไปสำหรับเด็ก เด็กที่เริ่มหัดเล่น พบว่าของเล่นที่ยากเกินความสามารถของเด็กจะทำให้ความตื่นเต้นในของเล่นใหม่ลดลง และเด็กจะให้ความสนใจน้อยมาก นอกจากนี้ความชอบของเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย
เด็กมักชอบของเล่นที่ใช้ถือหรือกด ซึ่งมีทั้งยากและง่าย ฉะนั้นการเลือกจึงควรเริ่มต้นจากของเล่นที่ง่ายก่อนแล้วจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยากขึ้นตามลำดับ เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความรู้สึกขาดความมั่นใจ ดีที่สุดควรเลือกของเล่นที่ต่ำกว่าอายุเล็กน้อย
สำหรับเด็กที่ขาดประสบการณ์ในการเล่น นอกจากไม่สามารถเล่นได้เท่ากับระดับอายุของเขาแล้ว เด็กยังต้องการคำแนะนำจากผู้ใหญ่อีกด้วย ตัวอย่างเช่น เด็กอายุ 8 ปี ที่มีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ได้เทียบเท่าเด็กอายุ 3 ขวบ ของเล่นสำหรับเขาก็ไม่ควรสูงเกินระดับอายุ 3 ขวบ เช่นกัน
ประเภทของของเล่นสำหรับเด็ก1.ของเล่นประเภทที่เด็กชอบ
2.ของเล่นที่เหมาะสมกับวัยตามพัฒนาการของเด็ก
1. ของเล่นประเภทที่เด็กชอบ
ของเล่นที่ทำให้เด็กพอใจ คือ ของเล่นที่เด็กสามารถเล่นได้ด้วยตัวเอง ในกรณีที่เด็กไม่สามารถบอกได้ว่าชอบแบบไหน ผู้ใหญ่ควรจะทราบเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กชอบในชีวิตประจำวันเสียก่อน แล้วจึงค่อยดึงเอาของเล่นของเล่นรวมเข้าไปด้วย เช่น ถ้าเด็กชอบเสียง ก็ควรเลือกของเล่นประเภทที่มีเสียง เช่น เสียงร้องสัตว์ พวกลากจูงของประเภทที่ใช้ฆ้อนตอกลงไปในรู กล่องที่มีช่องคล้ายตู้ไปรษณีย์เมื่อหย่อนของเล่นลงไปจะทำให้เกิดเสียง ปัจจุบันมีของเล่นที่มีประโยชน์มากมายซึ่งช่วยให้เด็กได้ระบายอารมณ์ เช่น กดปุ่มแล้วมีหน้าสัตว์ยื่นออกมา ดันสวิทซ์แล้วทำให้เกิดเสียงดนตรี เคาะปุ่มแล้วมีรูปภาพปรากฏขึ้น เราสามารถเลือกของเล่นตามความชอบของเด็ก ซึ่งนอกจากเป็นการให้รางวัลกับเด็กแล้วยังสามารถทำให้เด็กมีความสนใจในของเล่นที่ยาวนานอีกด้วย นั่นหมายความว่าเราประสบความสำเร็จในการเลือกของเล่นที่ดีที่สุดให้กับลูกและเสื้อผ้าเด็กอ่อน
2. ของเล่นที่เหมาะสมกับวัยตามพัฒนาการของเด็ก
อายุ 0-6 เดือนของเล่นประเภทที่เด็กสามารถไขว่คว้าได้ พวกโมบาย กระดิ่ง กระจก ของเล่นที่เกี่ยวกับการมอง การถือ ประเภทที่เกี่ยวข้องกับปาก พวกดูด กัด ที่เด็กสามารถเอาเข้าปากได้
เด็กอายุ 6- 12 เดือนของเล่นที่ใช้บีบ เพื่อให้เกิดเสียง ระฆัง สำหรับจับเขย่าของเล่นที่ใช้สำหรับลากดึง แท่งไม้ใหญ่ๆ สำหรับต่อเป็นรูปตึกเอามาเรียงตามแนวตั้งและแนวนอน
เด็กอายุ 12-18 เดือนของเล่นประเภทให้เด็กตอก ดินสอเทียนสำหรับขีดเขียน แต่ไม่ใช่สำหรับการวาดรูป ลูกบอล ฆ้อน ของที่ใช้เสียบใส่ตามช่อง ทราย น้ำ สำหรับให้เด็กเล่น สมุดภาพสำหรับให้เด็กดู
เด็กอายุ 18 เดือน - 2 ขวบกล่องที่มีช่อง 3-4 ช่อง สำหรับใส่แท่งพลาสติกทีมีรูปทรงต่างๆ ฆ้อนตอก หรือที่ใช้กด ห่วงกลมที่มีราวให้สามารถเลื่อนไปมาได้ ดินสอเทียน สำหรับให้เด็กเริ่มต้นเลียนแบบเส้นตรง สมุดภาพสัตว์ สิ่งของเครื่องใช้ เพื่อให้เด็กรู้จักสามารถเรียกชื่อได้ รถยนต์ ตุ๊กตา ของเล่นนุ่มๆ แท่งไม้ชิ้นเล็กๆ สำหรับต่อบ้าน  
เด็กอายุ 2-3 ขวบกล่องที่มีช่องหลายช่องสำหรับใส่รูปทรงต่างๆ ที่ตัดกระดาษ ก้อนไม้สีต่างๆ สำหรับจับคู่สี ของเล่นที่ใช่สร้างบ้าน ดินสอเทียน ดินสอสีไว้ระบายสมุดภาพ ลูกปัดโตๆ สำหรับให้เด็กร้อย
เด็กอายุ 3- 4 ขวบภาพง่ายๆ 6 ชิ้นขึ้นไปเพื่อให้เด็กต่อ แท่งรูปทรงต่างๆ ที่ยากขึ้นสำหรับให้เด็กหยิบใสตรงช่อง รูปภาพสัตว์ สิ่งของง่ายๆ ให้เด็กจับคู่ ของเล่นที่ใช้ต่อประดิษฐ์สิ่งก่อสร้าง บ้านตุ๊กตา ที่ตัดกระดาษ กรรไกร
พ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกอยู่กับตัวเองตามลำพังในช่วงสั้นๆได้บ้าง เด็กที่เป็นลูกคนเดียวมักเคยชินกับการอยู่กับผู้ใหญ่ ทำให้ไม่สามารถแยกอยู่ตามลำพังคนเดียวได้ แต่บางคนก็เคยชินต่อการอยู่ตามลำพังคนเดียว จนไม่ยอมรับที่จะสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ทำให้ขาดประสบการณ์ในการเล่น ไม่สามารถพัฒนาทักษะทางสังคมได้ ดังนั้นผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วยการสอนให้เด็กรู้จักเล่น เพื่อที่เด็กจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นๆ เป็นการป้องกันปัญหาการปรับตัวที่อาจตามมาเมื่อเด็กเติบโตขึ้น

หน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่31 มีนาคม 2546

ไวรัสโรต้าอาจทำลูกรัก พัฒนาการชะงัก

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556


คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมครับว่า การติดเชื้อไวรัสโรต้าที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงอย่างรุนแรงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและการเรียนรู้ของลูกน้อยด้วย! โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กที่มีอาการท้องเสียจากการติดเชื้อซ้ำๆ หรือมีอาการท้องเสียเรื้อรัง แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนะครับ ผมมีคำแนะนำดีๆและวิธีป้องกันมาฝากครับ

ไวรัสโรต้า เชื้อโรคร้ายที่ต้องระวัง
     เชื้อไวรัสโรต้า เป็นเชื้อที่มีชีวิตอยู่ได้หลายชั่วโมงบนมือหรือหลายวันบนพื้นผิวทั่วไป และฝังตัวอยู่ในอุจจาระมนุษย์เราได้นานเป็นสัปดาห์ การติดเชื้อไวรัสโรต้าอาจจะมาจากการกินอาหารที่ปนเปื้อน การสัมผัสพื้นผิวต่างๆ หรือการสัมผัสมือของคนอื่น คุณแม่ที่มีลูกเล็ก ต้องระวังและคอยเตรียมพร้อมป้องกันเจ้าเชื้อไวรัสโรต้านี้เพราะเชื้อโรต้าเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงรุนแรงพบได้บ่อยในเด็กตั้งแต่ 6 เดือน เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการท้องร่วง อาเจียนซ้ำ และมีไข้ บางรายที่เป็นมากอาจทำให้ลูกน้อยต้องนอนโรงพยาบาลไปหลายวันหรือเสียชีวิตได้หากเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและรักษาไม่ทัน และที่สำคัญอาการท้องร่วงไม่ว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรงจะมีผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกได้ครับ

   ติดเชื้อโรต้าส่งผลกระทบต่อพัฒนาการลูก เมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสโรต้าแล้ว บางคนต้องนอนโรงพยาบาลเพราะเกิดภาวะขาดน้ำ ถ้าเป็นในเด็กทารกที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน มีโอกาสต้องนอนโรงพยาบาลมากถึง 20-50% มีการศึกษาพบว่าเด็กที่ท้องร่วงซ้ำๆจาการติดเชื้ออาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ เพราะเมื่อติดเชื้อร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมสารอาหารและเกลือแร่ได้ ทำให้การพัฒนาทางร่างกายและสมองของลูกหยุดชะงัก ผลคือเด็กในวัยก่อน 7 ปี จะเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกันได้และหากเด็กที่ท้องร่วงซ้ำๆ ก่อนวัย 2 ปี จะอาจทำให้มี IQ ต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกันได้เด็กอาจเรียนรู้ช้า ไวรัสโรต้าป้องกันได้ตั้งแต่ลูก 2 เดือน

    แน่นอนว่าคงไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากเห็นลูกป่วย ไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด รวมไปถึงการติดเชื้อจากไวรัสโรต้าด้วยใช่มั้ยครับ แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้ด้วยการให้ดื่มนมแม่ และรักษาความสะอาดและในปัจจุบันมีวัคซีนทางเลือกที่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ เป็นชนิดกินแบบ 2 ครั้ง และ 3 ครั้ง โดยวัคซีนที่กิน 2 ครั้ง ให้เมื่อเด็กอายุ 2 และ 4 เดือน ทำให้เด็กๆ ได้รับการป้องกันที่เร็วขึ้น สำหรับคุณแม่ที่มีลูกเล็กอายุ 2 เดือน ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อรับการป้องกันนะครับ

  ข้อความโดย นพ.วรมันต์ ไวดาบ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคติดเชื้

ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี
เป็นหัวใจสำคัญของการกระตุ้นให้แม่ผลิตน้ำนม คุณแม่ท่านนี้คลอดธรรมชาติจริงๆ ไม่ได้ยาแก้ปวดใดๆ เมื่อลูกออกมา ประสาทตื่นตัวเต็มที่ เมื่อนำมาวางไว้ใกล้ๆหัวนมแม่ จะสามารถหาหัวนมแม่และเริ่มต้นดูดนมแม่ได้เองภายใน 13 นาที
     ดูดบ่อย ทุก 2-3 ชม.นับจากดูดเสร็จครั้งก่อน ลูกหลับมากช่วง 1-2 วันแรก เป็นเพราะยังมีพลังงานสำรองอยู่ ต้องคอยปลุกให้ดูด แต่เมื่อกลับบ้าน เริ่มรู้ตัวแล้วว่าคลอดออกมาแล้ว จะเรียกร้องขอดูดนมแม่ตลอดเวลา แม่จึงควรเอามาดูดคาเต้าหลับกันไปทั้งแม่และลูก
     ดูดถูกวิธี (ท่าดูดถูกต้องและลูกไม่มีพังผืดใต้ลิ้น) เพื่อให้ลูกอมลานนมได้ลึกพอที่จะไม่ทำให้เจ็บหัวนม จึงจะกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้ดีและเพิ่มการผลิตได้มากขึ้นเรื่อยๆ
     อย่าคิดว่าการที่ลูกขอดูดตลอดเวลาและวางให้นอนเองไม่ได้ เป็นอาการของการได้รับนมไม่พอ นั่นเป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด เพราะถ้าลูกยอมให้แม่วางโดยไม่โวยวาย แม่ก็อาจออกนอกถ้ำไปนานๆ ไม่กลับมาให้ลูกได้ดูดบ่อยๆ ทำให้ลูกได้นมไม่เพียงพอ แต่พอลูกถูกวาง ก็จะรู้สึกตัวเพราะตอนอยู่ในท้องลอยอยู่ในน้ำคร่ำ จึงชินกับการเคลื่อนไหว พออยู่นิ่งหรือนานเกินไป ก็มีอาการเหมือนเมาบกนั่นเอง วิธีแก้ไข คือ การอุ้มเดิน เปลไกว เซิ้งกระติ๊บ จะได้ไม่ต้องกินนมพร่ำเพรื่อ หากพบว่าอึ ฉี่บ่อย ครบจำนวนแล้ว (2,6 ครั้ง/วัน)
     ส่วนการขยับปากพร่ำเพรื่อ หากได้นมพอแล้ว อึ ฉี่ ครบ ให้ดูดจุกหลอกหรือดูดนมแม่เหี่ยวๆ
หลัง 3 เดือน ลูกปรับตัวกับโลกใบใหม่ได้แล้ว จะกลายเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ น่ารัก เลี้ยงง่าย มองโลกในแง่ดี และเป็นกันเองกับพ่อแม่มากขึ้น จริงๆค่ะ
     ขอขอบคุณ https://www.facebook.com/thaibreastfeeding

การทำ stock นมของตัวเอง

[โดยคุณหมออรพร] working mom หลายคน ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการทำ stock นมของตัวเอง เลยอยากจะสรุป (จากความคิดเห็นและประสบการณ์ของตัวเองนะคะ) ดังต่อไปนี้
              .... ช่วงสัปดาห์แรก .... ยังไม่ต้องกังวลเรื่องการปั้มนมเก็บหรือการทำ stock นม เพราะเป็นช่วงเวลาที่ควรให้ลูกเข้าเต้ามากที่สุด โดยธรรมชาติของเด็กวัยนี้ก็กินนอนไม่เป็นเวลา ดูดนมบ่อยอยู่แล้ว มีการกระตุ้นการสร้างน้ำนมโดยธรรมชาติ ถ้าไม่คัดจริงๆ อาจไม่ต้องฝืนปั้มนม พยายามให้ลูกดูดให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการกินจากขวด หรือการดูดจุกนมปลอม เพื่อป้องกันปัญหาการสับสนหัวนม
              ช่วง 1 เดือนแรก .... หลายคนเริ่มนอนยาวมากขึ้น อาจถึง 4-5 ชั่วโมง ถ้าคุณแม่ท่านไหน โชคดี มีลูกเลี้ยงง่ายแบบนี้จะเริ่มมีเวลาที่เต้านมคัดตึง โดยเฉพาะช่วงกลางดึก ที่ลูกหลับยาวๆ ตอนนี้ล่ะค่ะ เราน่าจะสบายใจที่จะปั้มนมมากขึ้นและเริ่มเก็บ stock นมได้ แต่ถ้าคุณแม่ท่านไหน ลูกยังตื่นบ่อย ดูดบ่อย จนตัวเองยังไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน เราอาจเริ่มเก็บ stock ช้ากว่านั้นได้ ความพร้อมแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ บางคนห่วงการทำ stock นมจนไม่ให้ลูกเข้าเต้า มัวแต่ปั้ม
              ช่วง 2-3 เดือน...คุณแม่ working ส่วนใหญ่ ต้องเตรียมตัวไปทำงานแล้ว แ้ต่ธรรมชาติของทารกในวัยนี้ก็นอนยาวมากขึ้น น่าจะพอมีเวลาที่จะปั้มนมได้ โดยไม่ต้องอดหลับอดนอนมากนัก ไม่เป็นแพนด้าตาดำเลี้ยงลูก stock นมของเราจะเริ่มมากขึ้น แต่อย่าเพิ่งหวังว่าจะได้เป็นตู้ใหญ่ๆ นะคะ อย่างน้อย มีแค่พอกินวันต่อวันก็ใช้ได้แล้ว ที่สำคัญ ช่วงนี้ อาจหัดให้ลูกดูดขวดนมเตรียมพร้อมที่จะให้คนอื่นเลี้ยงต่อเวลาเราไปทำงานได้
              ช่วงหลัง 3 เดือน คุณแม่ไปทำงานกันแล้ว บางคนบอกว่า ถ้าหนีไปปั้มนมทุก 3 ชั่วโมง คงจะถูกไล่ออกกันพอดี จริงๆ แล้ว ถ้าจะเลียนแบบการกินของลูก วัยนี้จะเริ่มกินห่างมากขึ้น ทุก 4-5 ชั่วโมง เราอาจปั้มนมตอนเช้า ก่อนออกไปทำงาน ตอนพักกลางวันที่ทำงาน ตอนเย็น...ถ้าใครเลิกช้าหน่อย อาจปั้มที่ทำงานก่อนกลับบ้าน หรือใครเลิกเร็ว 4-5 โมงเย็นก็กลับมาปั้มที่บ้านก็ได้ ขอแค่ว่า การปั้มแต่ละครั้ง ขอให้ปั้มให้เกลี้ยงเต้าจริงๆ แล้วร่างกายก็จะมีกลไกกระตุ้นการสร้างน้ำนมให้มากขึ้นเอง หลังจากกลับบ้านให้ลูกดูดจากเต้า ไม่ต้องใช้นม stock ตอนกลางคืน แล้วแต่คน จะปั้มเก็บก็ได้ ถ้ามีอาการคัดเต้านม อันนี้ตามอัธยาศัยค่ะ เราจะรู้สึกว่า ช่วงนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่ปั้มนมทำ stock ได้มากที่สุด stock นมจะค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น เพียงพอสำหรับลูกของเราไปเรื่อยๆ ถ้าเราขยัีนและมีความสม่ำเสมอ หน้าที่การงานก็สามารถทำได้ตามปกติ เราทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกจะเลิกกินนมเลย.....
              .....ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ควบคู่ไปกับการที่คุณแม่ดูแลสุขภาพตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ กินน้ำให้มาก หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และให้ลูกดูดเต้าอย่างสม่ำเสมอนะคะ
              .....การทำ stock นมของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม อย่าเครียดกับการนั่งทำ stock นม การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ควรเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข คุณแม่ลองปรับเวลาการทำ stock นม ให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของตัวเองนะคะ ....
ขอให้ทุกคน มีความสุขกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ค่ะ
www.facebook.com/kids.room.5

นมแม่ กินได้นานเท่าไหร่กันแน่

นมแม่ กินได้นานเท่าไหร่กันแน่
บางคนบอกว่าหลัง 6 เดือน บางคนบอก 1 ปี บางคนบอก 3 เดือนเท่านั้น
แต่! องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า
* ทารกควรกินนมแม่ล้วน 6 เดือนแรก คือนมแม่เท่านั้นค่ะ ไม่ต้องทานน้ำ น้ำส้ม กล้วยหรืออาหารเสริมใดๆ
** หลัง 6 เดือนให้ลูกกินนมแม่ต่อไป ควบคู่กับอาหารตามวัยจน 2 ปี
***หรือให้กินนมแม่ได้นานกว่านั้น เพราะนมแม่ยังมีประโยชน์และภูมิคุ้มกันตราบใดที่น้ำนมยังผลิตอยู่
หลัง 6 เดือน เด็กที่กินนมแม่หรือนมผสมจะต้องการสารอาหารมากขึ้น ไม่ต่างกัน
จึงสำคัญมากที่เด็กวัย 6 เดือนขึ้นไปได้รับอาหารตามวัยที่เหมาะสม <ไม่ใช่นมแม่หมดคุณค่านะคะ>
อย่างไรก็ตาม อาหารที่แพ้ง่ายเช่น ไข่ขาว+อาหารทะเล+นมวัว ควรรอหลัง 1 ขวบค่อยให้ลองชิมได้หากต้องการ
หากต้องการเพิ่มน้ำหนัก วัย 1+ ขวบควรเน้นอาหาร 3 มื้อให้ครบ 5 หมู่
นมวัว/ขนม/นมพี/โปรตีนผงไม่ใช่อาหารที่เด็กจำเป็นต้องทานค่ะ
ภาพถ่ายจากหนังสือ Breastfeeding Atlas รายละเอียดหนังสือ http://www.thaibreastfeeding.org/news/1199
ขอขอบคุณ https://www.facebook.com/thaibreastfeeding

นมแม่ กินได้นานเท่าไหร่กันแน่

นมแม่ กินได้นานเท่าไหร่กันแน่
บางคนบอกว่าหลัง 6 เดือน บางคนบอก 1 ปี บางคนบอก 3 เดือนเท่านั้น
แต่! องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า
* ทารกควรกินนมแม่ล้วน 6 เดือนแรก คือนมแม่เท่านั้นค่ะ ไม่ต้องทานน้ำ น้ำส้ม กล้วยหรืออาหารเสริมใดๆ
** หลัง 6 เดือนให้ลูกกินนมแม่ต่อไป ควบคู่กับอาหารตามวัยจน 2 ปี
***หรือให้กินนมแม่ได้นานกว่านั้น เพราะนมแม่ยังมีประโยชน์และภูมิคุ้มกันตราบใดที่น้ำนมยังผลิตอยู่
หลัง 6 เดือน เด็กที่กินนมแม่หรือนมผสมจะต้องการสารอาหารมากขึ้น ไม่ต่างกัน
จึงสำคัญมากที่เด็กวัย 6 เดือนขึ้นไปได้รับอาหารตามวัยที่เหมาะสม <ไม่ใช่นมแม่หมดคุณค่านะคะ>
อย่างไรก็ตาม อาหารที่แพ้ง่ายเช่น ไข่ขาว+อาหารทะเล+นมวัว ควรรอหลัง 1 ขวบค่อยให้ลองชิมได้หากต้องการ
หากต้องการเพิ่มน้ำหนัก วัย 1+ ขวบควรเน้นอาหาร 3 มื้อให้ครบ 5 หมู่
นมวัว/ขนม/นมพี/โปรตีนผงไม่ใช่อาหารที่เด็กจำเป็นต้องทานค่ะ
ภาพถ่ายจากหนังสือ Breastfeeding Atlas รายละเอียดหนังสือ http://www.thaibreastfeeding.org/news/1199
ขอขอบคุณ https://www.facebook.com/thaibreastfeeding

แม่ให้นมดื่มชา-กาแฟได้ค่ะ แต่ควรระวังอย่าทานมาก และระวังลูกแพ้โปรตีนนมวัวผ่านมแม่

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556


แม่ให้นมดื่มชา-กาแฟได้ค่ะ แต่ควรระวังอย่าทานมาก และระวังลูกแพ้โปรตีนนมวัวผ่านมแม่ บางคนกินกาแฟแล้วไม่มีผลต่อการนอนของลูก แต่บางคนจิบโคล่าไปครึ่งแก้วเท่านั้น คุณลูกกลับตาค้างไม่ยอมนอน เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น?
1. คนที่กินกาแฟเป็นประจำอยู่แล้วตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ลูกในท้องจะเคยชินกับระดับคาเฟอีนที่ได้รับ (แต่พอไม่ได้คาเฟอีนในช่วงแรกเกิด อาจดูเหมือนจะซึมง่วงได้) สำหรับแม่ท้องที่ไม่ค่อยดื่มกาแฟ ลูกจะไม่ชินกับคาเฟอีนจึงทำให้นอนหลับไม่สนิท หงุดหงิด งอแง
** แต่อย่างไรก็ไม่ใช่ว่าจะแนะนำให้แม่ตั้งครรภ์กินกาแฟนะคะ บำรุงแทบแย่ แต่กินกาแฟแก้วเดียว ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารน้อยลง เท่ากับบำรุงเสียเปล่าค่ะ การดื่มกาแฟมากๆ อาจส่งผลต่อน้ำหนักตัวของทารก แถมถ้าทานกาแฟนม แม่และลูกจะได้รับนมวัวเกินความจำเป็น ไปกระตุ้นให้ลูกในครรภ์เป็นภูมิแพ้ได้ค่ะ

2. ถ้าเป็นห่วงเรื่องคาเฟอีนในน้ำนม ก็ลูกกินนมแม่ก่อนแม่ทานกาแฟค่ะ (เลือกไม่ให้ให้นมหรือปั๊มนม 2 ชม.หลังจากที่ได้ดื่มกาแฟ เพราะจะเป็นช่วงที่วัดระดับคาเฟอีนได้สูงที่สุด หลังจากนั้นระดับคาเฟอีนจะลดลงเอง จะปั๊มหรือไม่ปั๊มออกก็ได้ค่ะ)

3. สำหรับคุณแม่ที่ลูกๆ ยังเบบี๋มากๆ (เล็กกว่า 6 เดือน) คาเฟอีนที่ถูกส่งผ่านไปถึงทารกจะอยู่ในตัวลูกนานกว่า เพราะตับที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ จึงควรระวังการสะสมของคาเฟอีนในร่างกายลูกค่ะ

4. สรรพคุณของคาเฟอีนในชา กาแฟ โคล่า โกโก้ ทำให้กระปรี้กระเปร่าค่ะ แต่มันมีสรรพคุณในการขับน้ำและลดการดูดซึมของสารอาหารต่างๆ ดังนั้นถ้าจะทานก็ไม่ควรทานพร้อมกับวิตามิน (ลดการดูดซึม ประสิทธิภาพของวิตามินจะต่ำลง) และควรทานน้ำให้มากขึ้นเพื่อทดแทนน้ำนมถูกขับออกมา และควรทานกาแฟพร้อมนมถั่วเหลืองที่มีแคลเซี่ยม ลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนได้

5. การกินกาแฟที่เข้มข้น หรือปริมาณมากกว่า 3 แก้วต่อวัน ทำให้ระดับธาตุเหล็กในนมแม่ลดลงถึง 30% ค่ะ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ http://www.breastfeeding.asn.au/bfinfo/drugs.html

แพ้โปรตีนแปลกปลอมในนมแม่/แพ้นมวัว


ลูกแพ้โปรตีนแปลกปลอมได้ตั้งแต่ในท้องแม่นะคะ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรระวังอย่าทานนมวัวนมถั่วหรือไข่มากๆ ทานนมวันละกล่อง+แคลเซี่ยมเม็ดและอาหารธรรมชาติเช่นงาดำป่น ปลาเล็กค่ะ

โปรตีนนมและไข่ขาว (albumin) มีขนาดใหญ่กว่าโปรตีนธรรมชาติของคน เมื่อร่างกายเจอโปรตีนนมวัวในปริมาณมากๆ บางคนที่มีประวัติแพ้อยู่แล้วจะยิ่งถูกกระตุ้นและจะ "ไว" ต่อสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ ร่างกายของทารกก็ยิ่งพยายามต่อสู้กับโปรตีนแปลกปลอมและออกอาการเป็นผื่น ผิวสากๆ เสมหะเยอะ หายใจครืดคราด ลมเยอะ ถ่ายเป็นเลือดค่ะ

บางคนก็ไปหาหมอ หมอก็อธิบายไม่ได้ แต่กลับบอกว่าแพ้นมแม่หรือนมแม่เป็นพิษ (ซะงั้น ลูกแม่จะแพ้นมแม่ได้อย่างไรเน้อ) แต่ที่จริงก็เป็นเพราะโปรตีนแปลกปลอมในนมแม่อันเนื่องจากอาหารที่แม่ทานค่ะ

พอแม่งดนมวัวนมถั่ว ลูกก็หาย พอมาทานใหม่ ลูกก็เป็นอีก ดังนั้นแม่จะเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าตนทานอะไรและลูกจะมีอาการนะคะ วิธีรักษาคือให้กินนมแม่ตามปกติ แต่แม่เลี่ยงการกระตุ้น คืองดทานสิ่งที่ลูกแพ้ค่ะ พอลูกโตขึ้น ลำไส้แข็งแรงขึ้น เค้าจะรับต่อโปรตีนเหล่านี้ได้ดีขึ้นนะคะ


ขอขอบคุณ https://www.facebook.com/thaibreastfeeding?fref=ts


ไม่ประมาท...พลั้งเผลอ ลดภัยเสี่ยงเด็กเล็กก่อนสาย!! (เดลินิวส์)

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

          ลูกคือ “โซ่ทองคล้องใจ” ของผู้เป็นพ่อแม่ เป็นสายใยรักที่เกิดขึ้นมา เพื่อเติมเต็มคำว่า “ครอบครัว” ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น...นับตั้งแต่วันที่ลูกน้อยลืมตาดูโลก ...ภารกิจหลักคงตกอยู่กับผู้ที่เป็นพ่อและแม่ บางครอบครัวโชคดีมีปู่ ย่า ตา ยาย ช่วยเลี้ยง บางครอบครัวต้องเลี้ยงดูกันเอง และที่ร้ายไปกว่านั้น พ่อ แม่ บางคนต้องรับหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน
          “ลูกใคร ใครก็รัก” แต่บางครั้งบางคราว ผสมกับความเป็นมือใหม่ของบางครอบครัว ทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับลูกรักได้ เด็กหลายคนโชคยังดีที่ช่วยเหลือไว้ได้ทัน ในขณะที่เด็กอีกจำนวนไม่น้อย ต้องจบชีวิตลงเพราะความพลั้งเผลอ หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในเวลาเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที!!
           ความปลอดภัย เป็นเรื่องที่ทุกบ้านที่มีเด็กอ่อน พึงให้ความสำคัญ ลักขณา สุมงคล หัวหน้าแผนกเนอร์สเซอรี่ โรงพยาบาล บี เอ็น เอช ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า อันตรายที่เกิดขึ้นกับทารก สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา และบางครั้ง เป็นสิ่งที่เราไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น พ่อ แม่ ผู้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงทารก จึงต้องมีความรู้ในด้านต่างๆ เกี่ยวกับอันตรายใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดสำหรับลูกน้อย
          ทารกในช่วงแรกเกิด สิ่งที่ควรระวัง คือ เรื่องของทางเดินหายใจ เพราะการเตรียมที่นอน ที่ไม่ถูกต้อง มีความนิ่มมากจนเกินไป รวมทั้งการจัดท่านอนให้ทารก ที่ไม่ถูกต้อง อาจทำให้หน้าของทารกกดลงกับบริเวณที่นอนที่เป็นฟูกนิ่มๆ ได้ ซึ่งจะทำให้เด็กหายใจไม่ออก ในต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก
          ท่านอนของเด็กควรจะเป็นท่านอนหงาย หรือท่านอนตะแคง ในส่วนที่คุณพ่อ คุณแม่ ท่านใดต้องการให้ลูกหัวสวย สามารถจัดนอนคว่ำได้แต่จะต้องเป็นที่นอนที่แข็ง ลักษณะคล้ายฟูกของคนไทยในสมัยก่อน โดยให้น้องนอนคว่ำ แต่หันหน้าไปทางใดทางหนึ่ง และหมั่นเดินมาดูลูกบ่อยๆ อย่างน้อยชั่วโมงละครั้ง หรือทางที่ดีที่สุด ควรนอนด้วยกันกับลูก ควรที่จะให้ลูกอยู่ในสายตาตลอดเวลา เพราะต้องคำนึงเสมอว่า เด็กยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
          ส่วนที่นอนของทารกไม่ควรเป็นเบาะหรือฟูกที่นุ่มจนเกินไป รอบข้างควรมีหมอนข้างหรือหมอนกั้นไว้ เพราะเด็กจะนอนดิ้นและขยับตัวบ่อย ถ้าต้องการให้ลูกนอนเตียงที่ด้านข้างทำเป็นลูกกรง ควรที่จะมีอุปกรณ์ป้องกันด้วยเช่นกัน อย่างเบาะ หรืออะไรที่นิ่มๆ มากั้นตลอดทั้ง 4 ด้าน เพราะเราไม่รู้ว่าเด็กจะกลิ้งไปทางใด ไม่ใช่มาดูอีกที ลูกหัวลอดจากลูกกรงมาอยู่ข้างนอกเสียแล้ว เคยมีกรณีที่เด็กนอนเตียงในลักษณะเช่นนี้ แต่ไม่มีอะไรกั้น คิดว่าลูกกรงที่กั้นก็เพียงพอแล้ว ปรากฏว่า เมื่อกลับมาดูลูกแทบเป็นลม เพราะหัวเด็กไปเกี่ยวกับลูกกรงเตียง แต่ตัวห้อยลงไปอยู่ด้านล่าง ทำให้เด็กขาดอากาศหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง พ่อ แม่ ตกใจจึงรีบพามาโรงพยาบาล ตรงนี้จึงต้องระวังด้วย
          “แต่ถ้าให้เด็กนอนพื้น ควรจะเป็นเบาะและมีหมอนกั้นอาณาเขตเอาไว้รอบๆ ตัวน้อง ไม่ควรให้ลูกนอนในที่สูงเกินคืบหนึ่ง โดยที่ไม่มีอะไรปิดกั้นรอบข้าง ยิ่งถ้าเด็กเริ่มพลิกตัว เริ่มเคลื่อนไหวได้แล้ว ควรให้นอนพื้นจะเป็นการดีที่สุด และเป็นการป้องกันถ้าคุณแม่เผลอหลับไปกับลูก เพราะไม่รู้ว่าน้องจะทำอะไร เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก่อน เมื่อลูกนอนพื้นสิ่งที่สำคัญ คือ เรื่องความสะอาด ต้องหมั่นทำความสะอาดบริเวณที่ลูกนอน เพราะอาจมีมดหรือแมลงมากัดลูกได้”
           ในส่วนของอาหาร สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความสะอาด การเตรียมอาหารให้ลูกทุกครั้งต้องล้างมือก่อน เพราะการล้างมือเป็นการป้องกันการติดเชื้อได้ดีวิธีหนึ่ง และควรจะแยกภาชนะไว้สำหรับลูกโดยเฉพาะ รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของเด็กด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองและเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้ได้ เนื่องจากเด็ก ยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ
          การป้อนอาหารนั้น ควรให้เด็กอยู่ในลักษณะที่หัวสูงกว่าตัวเสมอ ในท่ากึ่งนั่ง เพราะการกลืนกินอาหารของเด็กยังทำได้ไม่ดี มีโอกาสที่จะสำลักได้ง่ายมาก การวางช้อนให้น้องอ้าปากแตะที่ปลายลิ้น จากนั้นค่อยๆ กระดกช้อนขึ้น ส่วนปริมาณในการป้อนแต่ละครั้ง จะต้องป้อนครั้งละน้อยๆ เพียงปลายช้อน เพราะเด็กเล็กการเริ่มทานอาหารใหม่ๆ สำหรับเขา แค่ช้อนโต๊ะเดียวก็เพียงพอแล้วในแต่ละมื้อ
          นอกจากนี้ในส่วนของผลไม้ที่มีเมล็ด หากอยากให้ลูกที่พอรับประทานได้ลองลิ้มรส ก็ควรแกะและป้อนคำเล็กๆ ไม่ควรให้ลูกรับประทานเพียงลำพัง เพราะอาจทำให้เมล็ดหลุดลื่นลงคอ หรือไปติดที่หลอดลมได้
          “เสื้อผ้าเด็กในส่วนของตะเข็บก็มีความสำคัญเช่นกัน เด็กบางคนอาจจะโดนด้ายเย็บตามตะเข็บบาดเอาได้ หรือทำให้ผิวหนังระคายเคือง แม่บางคนไม่รู้จะทำอย่างไร ลูกร้องไห้ไม่หยุด ค้นดูตามเนื้อตัวลูก ถึงได้รู้ว่าด้ายที่เย็บบาดลูก ฉะนั้นเวลาจะซื้อเสื้อผ้า ให้ดูตะเข็บด้านในด้วยว่า เย็บเก็บเรียบร้อยดีหรือไม่”
           การอาบน้ำ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่เด็กอาจจะได้รับอันตรายได้ หลักการที่ทำให้เด็กปลอดภัย คือ จับเด็กให้มั่น เพราะคุณแม่มือใหม่จะรู้สึกตื่นเต้น ไม่กล้าจับลูกแรง กลัวลูกเจ็บ เพราะน้องตัวจะนิ่มไปหมด ยิ่งลูกโดนน้ำแล้วร้องยิ่งกังวล มือสั่นไปกันใหญ่ ทั้งที่จริงๆ แล้วเด็กเมื่อโดนน้ำ อาบน้ำแรกๆ จะร้องทุกราย
          ฉะนั้น หลักการที่ถูกต้อง คือจับที่บริเวณไหล่ลูก ในลักษณะโอบไหล่ แล้วน้ำหนักของลูกถ่ายมาที่บริเวณข้อมือของแม่ หัวเด็กจะพิงมาที่ข้อศอกของแม่พอดี จับไหล่ลูกให้แน่น เพราะถ้าหลุดเด็กจะหลุดมือทันที
           สำหรับสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นไปได้ควรจัดพื้นที่ไว้สำหรับน้อง และที่มองข้ามไม่ได้เลย คือ เรื่องของสารเคมี บางครั้งแม่อาจหยิบผิดได้ เพราะขวดคล้ายกัน สีเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน อย่างหยิบน้ำยาขัดพื้น คิดว่าเป็นน้ำยาซักผ้าน้อง ตรงนี้อาจทำให้เด็กได้รับอันตรายจากเคมีนั้นได้ จึงควรแยกที่เก็บให้ห่างจากกันและสังเกตได้อย่างชัดเจน
          รวมทั้งควรเก็บสารเคมีต่างๆ ออกจากพื้นที่ของลูก เพื่อกันตัวเองหยิบใช้ผิด อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้เด็กคลานไปหยิบเล่น หรือเปิดออกมาดื่มกินได้ จึงควรเก็บไว้ในที่มิดชิดและเด็กเอื้อมไม่ถึงเปิดไม่ได้
          รวมไปถึงยาและเวชภัณฑ์ ควรจัดเก็บให้ห่างจากลูกให้มากที่สุด เพราะเด็กอาจจะหยิบมาใส่ปากเล่น และอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
          นอกจากนั้น สิ่งแวดล้อมที่ลูกอยู่ ถ้ามีปลั๊กไฟ ให้หาอะไรมาปิดรูปลั๊กไฟ เพื่อกันไม่ให้ลูกเอามือไปแหย่เล่น ถ้าเขาอยู่ในวัยที่เริ่มคลานแล้ว ยิ่งต้องระวังให้มากขึ้น
          ตลอดจนภาชนะและสิ่งของที่มีคม อย่างกรรไกร เข็ม ด้าย มีด หรือในส่วนของขอบโต๊ะ ขอบเตียง ซึ่งบางครั้งเราคิดไม่ถึง จึงจำเป็นต้องมีภาชนะห่อหุ้ม เมื่อลูกคลานไปโดนจะได้ไม่เกิดอันตรายได้
          วัยที่อันตราย คือ วัยที่เด็กเริ่มเรียนรู้ เริ่มเคลื่อนไหว หัดคลาน เริ่มเคลื่อนที่จากที่นอนอยู่เฉย ๆ คุณพ่อ คุณแม่ต้องไม่ให้ลูกห่างสายตาเป็นอันขาด ควรอยู่กับเด็กตลอดเวลา เพราะพฤติกรรมอยากรู้อยากเห็นและในช่วงขณะที่ พ่อแม่เผลอ จะเป็นช่วงที่อันตรายกับลูกมาก ซึ่งในแต่ละครอบครัวจะมากน้อยแตกต่างกัน
          ฉะนั้นการป้องกัน จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะไม่ให้เหตุเกิด นั่นคือ อย่าปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว หรือบางช่วงเวลาที่ปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียว สิ่งแวดล้อมตรงนั้นจะต้องปลอดภัยสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นของที่เขาหยิบเข้าปาก หรือจะเป็นเรื่องไฟ รวมทั้งการตกจากที่สูง สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น เพราะเด็กเขาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเกิดอะไรตามมา” ลักขณา แฝงข้อคิดทิ้งท้าย
           มากกว่าความรัก คือ การเอาใจใส่ อย่าให้แก้วตาดวงใจต้องพบหรือเผชิญกับประสบการณ์อันเลวร้าย ทั้งๆ ที่คุณสามารถป้องกันให้กับเขาได้!!.


ขอขอบคุณข้อความดีๆ จาก : เดลินิวส์

การดูแลรักษาเสื้อผ้าเด็กอ่อน

ปกป้องรักษาอาการแพ้เสื้อผ้าที่สวมใส่ โดยการคัดเสื้อผ้าที่เหมาะสม

          เสื้อผ้าเด็ก เด็กทารก มักมีปัญหาโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งโดยมากมาจากผง หรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่สะอาด หรือมีสารเคมีแอบแฝงอยู่ โดยสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือเสื้อผ้าของลูกนี่เองค่ะ
          เลือกคัดซื้อ เสื้อผ้าเด็ก จากเส้นใยธรรมชาติ โดยอย่างยิ่งผ้าฝ้ายจากเส้นใยธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไม่มีการย้อมด้วยสารเคมี น้ำหอม
หรือสาร formaldehyde resins อีกทั้งเนื้อผ้าเองก็มีความโปร่งสบายสามารถระบายอากาศได้ง่าย แม้ว่าจะมีมูลค่าแพงอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าคุ้มค่า
          เนื่องด้วยผ้าฝ้ายจากเส้นใยธรรมชาติเหล่านี้มีความทนต่อการซักรีดสูง นอกจากจะใช้งานได้นานแล้วเจ้าตัวเล็กก็จะได้ไม่ต้องทรมานจากอาการระคายเคือง และตุ่มเล็กๆคัน
          ซัก เสื้อผ้าเด็ก ให้ถูกวิถีทาง เนื่องด้วยว่าความสะอาดของ เสื้อผ้าเด็ก เป็นปัจจัยสำคัญ หากคุณพ่อคุณแม่ดูแลไม่ทั่วถึงก็อาจมีผลให้ลูกเกิดอาการแพ้เสื้อผ้าได้
           ฉะนั้นหลังซื้อเสื้อผ้ามาแล้ว ควรซักก่อนให้ลูกใส่ค่ะ เนื่องด้วยแม้จะเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ แต่ก็อาจมีเศษฝุ่นหรือสารตกค้างที่มาจากกรรมวิธีการผลิต รวมถึงการสัมผัสระหว่างการผลิตก่อนหน้านี้ด้วย

          ในการซักเสื้อผ้าเด็ก ไม่ควรใช้ผงซักฟอก เนื่องด้วยระดับความร้ายแรงของสารซักล้างของผู้ใหญ่อาจไม่เหมาะสมกับสภาพผิว ของลูก จึงควรเลือกคัดผลิตภัณฑ์สำหรับลูกโดยเฉพาะ
เมื่อใดก็ตามที่เด็ก ๆ มีอาการคันเนื่องแต่การแพ้เสื้อผ้า เราไม่สามารถสั่งหรือดูแลไม่ให้เขาเกาตุ่มหรือเกาตรงบริเวณที่คันได้ ซึ่งอาจจะเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อที่ผิวหนังในเวลาต่อมา ฉะนั้นป้องกันก่อนที่จะสายย่อมดีกว่าแน่นอ


ขอบคุณข้อความดีๆ จาก http://www.select2baby.com/article
 

Most Reading