น้ำนมแม่เป็นสิ่งวิเศษสุดที่ธรรมชาติสรรค์สร้างมา มีประโยชน์ช่วยให้ลูกน้อยเจริญเติบโตเป็นเด็กที่แข็งแรง ร่าเริงสมวัย ช่วยพัฒนาทั้งร่างกาย สมองและสติปัญญาของลูกน้อย นอกจากนี้การให้นมแม่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าความผูกพันลึกซึ้งทางใจระหว่างแม่กับลูกยิ่งนัก
ผลดีของการให้ลูกดูดนมแม่
มดลูกเข้าอู่เร็ว
ป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด
รูปร่างกลับสู่ภาวะเดิมได้เร็ว
การให้ลูกดูดนมแม่อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเว้นระยะห่างของการตั้งครรภ์ได้
ลดอัตราการเกิดของมะเร็งเต้านม
ประโยชน์ของนมแม่ที่มีต่อลูก
สด สะอาด สะดวก ประหยัดและปลอดภัย
มีสารอาหารครบถ้วนและมีแร่ธาตุบำรุงสมองมากกว่านมวัว มีปริมาณของเกลือน้อยกว่านมวัวถึง 4 เท่า
ย่อยง่าย ดูดซึมได้ดี ไม่มีของเสียคั่งค้าง
มีภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อหวัด ท้องเดินหรือปอดอักเสบ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้
ลดความเสี่ยงต่อการแพ้นมวัว
เด็กดื่มนมแม่จะอ้วนน้อยกว่านมวัว
ส่งเสริมความผูกพันรักใคร่ในแม่และเด็ก
เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร
แม่ควรตรวจเต้านมดูว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยเฉพาะหัวนมแบนหรือสั้นกว่าปกติ ซึ่งจะต้องทำการนวดหรือดึงหัวนมให้ยืดออกมาตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์ โดยใช้นิ้วสองนิ้วกดบริเวณด้านข้างของหัวนมดันให้หัวนมโผล่ขึ้นมาและรูดออกไปทางด้านข้าง ทำสลับทั้งด้านบนและด้านล่าง แต่ในระยะใกล้คลอดควรงดการนวดกระตุ้น เพราะอาจจะทำให้มดลูกเกิดการหดตัวแรงขึ้น และมีผลทำให้มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้
ภายหลังคลอดแม่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ประกอบกับการดูดกระตุ้นของลูก จะทำให้มีการสร้างน้ำนมทันที เต้านมใหญ่หรือเล็กจะมีจำนวนของต่อมน้ำนมไม่แตกต่างกัน ต่อมน้ำนมจะอยู่เป็นกลุ่มประมาณ 10-15 กลุ่ม รอบๆ ต่อมน้ำนมจะมีเซลล์ลักษณะพิเศษซึ่งสามารถหดรัดตัวได้ ทำหน้าที่บีบน้ำนมออกจากต่อมน้ำนม ให้ไหลออกมาตามท่อน้ำนมมายังบริเวณที่เก็บกักน้ำนมซึ่งอยู่บริเวณใต้ลานนม
เมื่อเด็กดูดนมแม่ น้ำนมจะถูกบีบไหลออกมาทางรูเปิดของน้ำนม เมื่อเด็กดูดนมจะกระตุ้นบริเวณหัวนมแม่ ซึ่งจะส่งผลไปยังต่อมใต้สมองของแม่ให้หลั่งฮอร์โมนออกมา 2 ชนิด ได้แก่ ฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างน้ำนม (โปรแลคติน) และฮอร์โมนที่ช่วยในการหลั่งน้ำนมอย่างต่อเนื่องได้ (อ๊อกซิโตซิน) การให้เด็กดูดนมแม่ทุก 2-3 ชั่วโมง และดูดนานพอในแต่ละครั้งจะช่วยให้ฮอร์โมนนี้มีระดับสูงอยู่เสมอ แม่ก็จะมีน้ำนมมากพอสำหรับลูก
คุณแม่จำนวนมากยังมีความกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไม่รู้จะอุ้มลูกท่าไหน ให้นมอย่างไร ให้แล้วลูกไม่ดูดนมหรือดูดนมได้น้อย แบบนี้เลยหงุดหงิดใจทั้งคุณแม่คุณลูก อย่าเพิ่งท้อเพราะปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับคุณแม่มือใหม่ทุกคน มาดูกันว่าแต่ละท่าที่ถูกต้องต้องทำอย่างไร
1. ท่านอนขวางบนตัก
หาหมอนมาช่วยพยุงหลัง รองใต้แขนและวางบนตักเพื่อให้เกิดความสบายขณะให้นมลูก
อุ้มลูกนอนในท่าตะแคง ท้องของลูกแนบชิดกับท้องของคุณ ใบหน้าของลูกเงยขึ้นจนมองเห็นหน้าคุณ ในกรณีที่ลูกดูดนมด้านขวาลำตัวของลูกจะอยู่บนท่อนแขนขวาของคุณ และให้ใช้มือขวากุมกระชับก้นลูกเอาไว้
2. ท่าฟุตบอล
หาหมอนมาวางซ้อนกันด้านข้างลำตัวของคุณ โดยให้ความสูงของหมอนเมื่อวางลูกลงไปแล้วอยู่ในระดับเต้านมของคุณ
วางลูกลงบนหมอนแล้วโอบกระชับลูกเข้ากับสีข้างด้านที่คุณต้องการจะให้นม โดยจัดให้ลูกนอนในท่ากึ่งตะแคง กึ่งนอนหงาย เท้าชี้ไปด้านหลัง
ใช้ฝ่ามือด้านเดียวกับเต้านมประคองท้ายทอยและหลังของลูกเอาไว้
3. การให้นมในที่สาธารณะ
ในร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้าบางแห่งจะจัดสถานที่สำหรับให้นมโดยเฉพาะไว้บริการ หากไม่มีคุณสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ เพื่อขอใช้สถานที่ที่สงบเงียบและไม่พลุกพล่านภายในบริเวณนั้นๆ แทน
พาดผ้าขนหนูข้ามหัวไหล่ไว้
อุ้มลูกพาดทับผ้าขนหนูที่วางพาดหัวไหล่ไว้ แล้วเอาผ้าที่อยู่ด้านหลังมาโอบตัวลูกไว้
โดยคอยดึงให้ผ้ายังคงปกคลุมทรวงอกของคุณแม่ไว้
ทั้งท่านอนขวางบนตัก และท่าฟุตบอลเป็นท่าที่เหมาะในการให้นมลูกในที่สาธารณะ เพราะทั้ง 2 ท่านี้คุณจะสามารถกางผ้าขนหนูคลุมจากบริเวณหัวไหล่ของคุณลงมาปิดบริเวณศีรษะของเจ้าตัวเล็ก รวมถึงหน้าอกที่เปิดออกให้ลูกได้ดูดด้วย โดยคุณควรเลือกผ้าขนหนูที่ผืนไม่ใหญ่มากนักและไม่ควรปิดหน้าของลูกจนมิดเกินไป
การให้นมถูกท่าจะช่วยให้สบายตัวสบายใจทั้งคุณแม่และคุณลูก คุณแม่ก็ไม่เมื่อย น้ำนมก็ไหลคล่อง คุณลูกก็มีความสุขเพราะมีน้ำนมไหลให้กินเต็มอิ่ม อิ่มแล้วก็นอนหลับสบาย ตื่นมาก็อารมณ์ดี พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ทุกวัน
Mother Support : ปรึกษาปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ถนนราชวิถี เขตราชเทวี ชั้น 11 ตึกอาคารสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรุงเทพมหานคร โทร. 0-2354-8404 ต่อ 11 Fax: 0-2354-8409 http://www.thaibreastfeeding.org
อีสุกอีใส ต้องใช้วัคซีนหรือเปล่านะ
วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556
ช่วงปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้ นอกไปจากโรคไข้หวัด ไอ จาม น้ำมูกไหลแล้ว ก็ยังมีอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในช่วงนี้ของปี นั่นก็ได้แก่ โรคอีสุกอีใส แต่ก่อนนั้นใครๆ ก็ต้องเคยผ่านประสบการณ์เป็นโรคอีสุกอีใสทั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตที่เราต้องเจอะเจอเลยก็ว่าได้ แต่เมื่อวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้า เราก็ได้มีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้คุณพ่อคุณแม่ แต่ก่อนจะตัดสินใจว่าลูกน้อยของเราควรได้รับวัคซีนนี้หรือเปล่า เรามีข้อมูลมาฝากกันค่ะ
รู้จักกับโรคก่อนฉีดวัคซีน
โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นโรคนี้กันมาแล้ว ประมาณ 90% ของผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส จะเป็นอีสุกอีใสหลังจากการได้รับเชื้อจากคนอื่น โดยจะเริ่มมีอาการขึ้นตุ่มในช่วงระหว่าง 7-21 วัน หลังสัมผัสเชื้อ (ส่วนใหญ่จะประมาณ 14-17 วัน) ซึ่งเมื่อมีเด็กในบ้านคนหนึ่งป่วยเป็นอีสุกอีใส ก็จะพบว่าพี่น้องและคนอื่นๆ ในบ้านก็จะเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วง ประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมา โดยจะพบบ่อยในเด็กวัยเข้าเรียนช่วงอายุ 5-9 ปี หลังจากหายแล้วคนไข้ส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต
เด็กส่วนใหญ่ที่เป็นอีสุกอีใสจะมีอาการไม่มากทำให้สามารถดูแลที่บ้านได้ ในการดูแลเรื่องไข้ ควรให้แต่ยาพาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะมีรายงานว่าอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการ Reye's syndrome ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้ามีอาการคันมาก ควรให้อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นสบาย และใช้สบู่อ่อนๆ จะรู้สึกสบายตัวขึ้น และเป็นการลดการติดเชื้อแทรกซ้อนของผิวหนัง ไม่ควรเช็ดตัวแรงๆ แต่ให้ใช้ผ้าซับเบาๆ ไม่ควรทาโลชั่น เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรตัดแต่งเล็บให้สั้น เพราะเมื่อเด็กคันจะเกามาก ทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน และเป็นแผลเป็นได้
อีสุกอีใส จำเป็นไหมต้องฉีดวัคซีน
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสก็สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ 70-90 % แต่หากว่าฉีดวัคซีนแล้วเกิดมีอาการอีสุกอีใสขึ้นมาก็จะมีอาการไม่มากและจะหายได้เร็วกว่าปกติ แต่สำหรับครอบครัวไหนคิดว่าไม่จำเป็นต้องฉีด เพราะคุณมีเวลาดูแลลูกเต็มที่ นั่นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะโรคนี้ก็ไม่ได้มีอาการร้ายแรงมากแต่อย่างใด
วัคซีนอีสุกอีใส ฉีดเมื่อไรดี
เด็กวัย 1 12 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสอาจขอรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ โดยจะฉีดเพียงเข็มเดียว สำหรับเด็กโตวัย 13 ปีขึ้นไป อาจต้องฉีด 2 เข็มโดยเว้นระยะการฉีดวัคซีนให้ห่างกันประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้ขณะที่พาลูกไปรับวัคซีนต้องแน่ใจว่าลูกไม่ได้มีไข้ปานกลาง ถึงไข้สูง และไม่ได้แพ้ยา neomycin หรือสาร gelatin อย่างไรก็ตามในประเทศไทย แพทย์มักจะแนะนำให้เด็กอายุ 10 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยเป็นโรค ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคอีกสุกอีใส เพราะพบว่าโรคนี้หากเป็นเมื่ออายุมากขึ้น ก็มีความเสี่ยงที่จะมีอาการแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น
อาการแทรกซ้อนหลังฉีดวัคซีน เด็กๆ ส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนอีสุกอีใสไม่พบปัญหาร้ายแรงใดๆ อาจมีบ้างในบางราย ที่มีอาการระคายเคือง ปวด แดง หรือ บวม ในบริเวณที่ฉีด พบได้บ่อย 1 ใน 5 ราย หรือเกิดผื่นบางๆ หรือรอยบวม พบได้ประมาณ 3 - 4 ใน 100 ราย แต่น้อยกว่า 1 ใน 1,000 ราย จะมีอาการการปวดเมื่อยตามตัวเนื่องจากอาการไข้
อีสุกอีใส กับความจริงที่ควรรู้
เมื่อลูกเป็นอีสุกอีใส ควรให้ลูกหยุดเรียนจนกว่าจะหายดี แม้จะเห็นว่าลูกไม่มีไข้ แผลตกสะเก็ดแล้วก็ไม่ควรให้ไปเรียนเพราะอาจนำโรคไปติดเพื่อนๆ ได้ เพราะระยะแพร่เชื้อนั้นนับตั้งแต่ 24 ชั่วโมง ก่อนที่ผื่นขึ้นและ 24 ชั่วโมง เมื่อตุ่มแห้งหมด ขณะที่ลูกเป็นอีสุกอีใส สามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง ไม่มีของแสลง เพราะร่างกายของผู้ป่วยต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้ลูกฟื้นตัวได้เร็ว โรคนี้เมื่อเป็นแล้วอาจมีโอกาสเป็นโรคงูสวัสได้ภายหลัง หากร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิต้านทานต่ำ
ราคาของวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส อยู่ที่ประมาณ 1,000 2,000 บาท
mothersdigest.in.th
รู้จักกับโรคก่อนฉีดวัคซีน
โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กๆ และคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นโรคนี้กันมาแล้ว ประมาณ 90% ของผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส จะเป็นอีสุกอีใสหลังจากการได้รับเชื้อจากคนอื่น โดยจะเริ่มมีอาการขึ้นตุ่มในช่วงระหว่าง 7-21 วัน หลังสัมผัสเชื้อ (ส่วนใหญ่จะประมาณ 14-17 วัน) ซึ่งเมื่อมีเด็กในบ้านคนหนึ่งป่วยเป็นอีสุกอีใส ก็จะพบว่าพี่น้องและคนอื่นๆ ในบ้านก็จะเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วง ประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมา โดยจะพบบ่อยในเด็กวัยเข้าเรียนช่วงอายุ 5-9 ปี หลังจากหายแล้วคนไข้ส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต
เด็กส่วนใหญ่ที่เป็นอีสุกอีใสจะมีอาการไม่มากทำให้สามารถดูแลที่บ้านได้ ในการดูแลเรื่องไข้ ควรให้แต่ยาพาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน เพราะมีรายงานว่าอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการ Reye's syndrome ซึ่งอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้ามีอาการคันมาก ควรให้อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นสบาย และใช้สบู่อ่อนๆ จะรู้สึกสบายตัวขึ้น และเป็นการลดการติดเชื้อแทรกซ้อนของผิวหนัง ไม่ควรเช็ดตัวแรงๆ แต่ให้ใช้ผ้าซับเบาๆ ไม่ควรทาโลชั่น เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรตัดแต่งเล็บให้สั้น เพราะเมื่อเด็กคันจะเกามาก ทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน และเป็นแผลเป็นได้
อีสุกอีใส จำเป็นไหมต้องฉีดวัคซีน
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสก็สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ 70-90 % แต่หากว่าฉีดวัคซีนแล้วเกิดมีอาการอีสุกอีใสขึ้นมาก็จะมีอาการไม่มากและจะหายได้เร็วกว่าปกติ แต่สำหรับครอบครัวไหนคิดว่าไม่จำเป็นต้องฉีด เพราะคุณมีเวลาดูแลลูกเต็มที่ นั่นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะโรคนี้ก็ไม่ได้มีอาการร้ายแรงมากแต่อย่างใด
วัคซีนอีสุกอีใส ฉีดเมื่อไรดี
เด็กวัย 1 12 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสอาจขอรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ โดยจะฉีดเพียงเข็มเดียว สำหรับเด็กโตวัย 13 ปีขึ้นไป อาจต้องฉีด 2 เข็มโดยเว้นระยะการฉีดวัคซีนให้ห่างกันประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้ขณะที่พาลูกไปรับวัคซีนต้องแน่ใจว่าลูกไม่ได้มีไข้ปานกลาง ถึงไข้สูง และไม่ได้แพ้ยา neomycin หรือสาร gelatin อย่างไรก็ตามในประเทศไทย แพทย์มักจะแนะนำให้เด็กอายุ 10 ปีขึ้นไปที่ยังไม่เคยเป็นโรค ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคอีกสุกอีใส เพราะพบว่าโรคนี้หากเป็นเมื่ออายุมากขึ้น ก็มีความเสี่ยงที่จะมีอาการแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น
อาการแทรกซ้อนหลังฉีดวัคซีน เด็กๆ ส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีนอีสุกอีใสไม่พบปัญหาร้ายแรงใดๆ อาจมีบ้างในบางราย ที่มีอาการระคายเคือง ปวด แดง หรือ บวม ในบริเวณที่ฉีด พบได้บ่อย 1 ใน 5 ราย หรือเกิดผื่นบางๆ หรือรอยบวม พบได้ประมาณ 3 - 4 ใน 100 ราย แต่น้อยกว่า 1 ใน 1,000 ราย จะมีอาการการปวดเมื่อยตามตัวเนื่องจากอาการไข้
อีสุกอีใส กับความจริงที่ควรรู้
เมื่อลูกเป็นอีสุกอีใส ควรให้ลูกหยุดเรียนจนกว่าจะหายดี แม้จะเห็นว่าลูกไม่มีไข้ แผลตกสะเก็ดแล้วก็ไม่ควรให้ไปเรียนเพราะอาจนำโรคไปติดเพื่อนๆ ได้ เพราะระยะแพร่เชื้อนั้นนับตั้งแต่ 24 ชั่วโมง ก่อนที่ผื่นขึ้นและ 24 ชั่วโมง เมื่อตุ่มแห้งหมด ขณะที่ลูกเป็นอีสุกอีใส สามารถกินอาหารได้ทุกอย่าง ไม่มีของแสลง เพราะร่างกายของผู้ป่วยต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้ลูกฟื้นตัวได้เร็ว โรคนี้เมื่อเป็นแล้วอาจมีโอกาสเป็นโรคงูสวัสได้ภายหลัง หากร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิต้านทานต่ำ
ราคาของวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส อยู่ที่ประมาณ 1,000 2,000 บาท
mothersdigest.in.th
อย่างไรที่เรียกว่าเติบโตสมวัย
Q : ลูกที่อยู่ในวัยเข้าอนุบาล เราสามารถที่จะสังเกตถึงพัฒนาการของลูกได้ในด้านใดบ้าง ถึงจะเรียกว่าเป็นการเติบโตที่สมวัย
A : ก่อนอื่นขอชื่นชมคำถามของคุณแม่เพราะเป็นคำถามที่ดีมาก เพราะสะท้อนว่าคุณแม่ตระหนักใน บทบาท หุ้นส่วนการศึกษาของลูก ดิฉันขอนำเรียนว่า แหล่งข้อมูลเรื่องพัฒนาการของลูกที่คุณแม่ควรแสวงหาคือ คุณครูของลูก ค่ะ ซึ่งผู้ปกครองทุกคนควรติดตามข้อมูลของลูกจากเอกสารต่างๆ ที่โรงเรียนส่งกลับมาบ้าน ทั้งจดหมายเวียน บันทึกพฤติกรรม บันทึกการตรวจสุขภาพ พอร์ตโฟลิโอ ซึ่งรวบรวมผลงานสะท้อนความก้าวหน้าต่างๆ ของลูกและโดยเฉพาะสมุดรายงานประเมินพัฒนาการลูกแต่ละภาคเรียน (สมัยก่อนเรียกว่าสมุดพก)
ดิฉันขอแนะนำให้คุณแม่นำประเด็นหรือหัวข้อรายการพฤติกรรมพัฒนาการต่างๆ มาเป็นหัวข้อพูดคุย เช่น พัฒนาการด้านร่างกาย จะมีหัวข้อเกี่ยวกับกล้ามเนื้อใหญ่ เล็ก การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ การดูแลสุขภาพอนามัย โดยในแต่ละรายการคุณครูจะลงความเห็นว่าลูกทำได้อย่างคล่องแคล่วหรือทำได้เป็นบางครั้งหรือควรเสริม ซึ่งหากลูกต้องเสริมด้านใด คุณครูจะขอความร่วมมือมานะคะ ดังนั้น จึงมั่นใจว่าการดูแลพัฒนาการให้สมวัยเป็นไปได้อย่างแน่นอนค่ะ
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอนำเรียนว่าการประเมินพัฒนาการเด็กวัยอนุบาล วิธีการที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ การใช้แบบทดสอบกระดาษและดินสอ เพราะไม่สามารถสะท้อนความสามารถและประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กได้อย่างถูกต้องค่ะ
โดย : ดร.วรนาท รักสกุลไทย
A : ก่อนอื่นขอชื่นชมคำถามของคุณแม่เพราะเป็นคำถามที่ดีมาก เพราะสะท้อนว่าคุณแม่ตระหนักใน บทบาท หุ้นส่วนการศึกษาของลูก ดิฉันขอนำเรียนว่า แหล่งข้อมูลเรื่องพัฒนาการของลูกที่คุณแม่ควรแสวงหาคือ คุณครูของลูก ค่ะ ซึ่งผู้ปกครองทุกคนควรติดตามข้อมูลของลูกจากเอกสารต่างๆ ที่โรงเรียนส่งกลับมาบ้าน ทั้งจดหมายเวียน บันทึกพฤติกรรม บันทึกการตรวจสุขภาพ พอร์ตโฟลิโอ ซึ่งรวบรวมผลงานสะท้อนความก้าวหน้าต่างๆ ของลูกและโดยเฉพาะสมุดรายงานประเมินพัฒนาการลูกแต่ละภาคเรียน (สมัยก่อนเรียกว่าสมุดพก)
ดิฉันขอแนะนำให้คุณแม่นำประเด็นหรือหัวข้อรายการพฤติกรรมพัฒนาการต่างๆ มาเป็นหัวข้อพูดคุย เช่น พัฒนาการด้านร่างกาย จะมีหัวข้อเกี่ยวกับกล้ามเนื้อใหญ่ เล็ก การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ การดูแลสุขภาพอนามัย โดยในแต่ละรายการคุณครูจะลงความเห็นว่าลูกทำได้อย่างคล่องแคล่วหรือทำได้เป็นบางครั้งหรือควรเสริม ซึ่งหากลูกต้องเสริมด้านใด คุณครูจะขอความร่วมมือมานะคะ ดังนั้น จึงมั่นใจว่าการดูแลพัฒนาการให้สมวัยเป็นไปได้อย่างแน่นอนค่ะ
สุดท้ายนี้ ดิฉันขอนำเรียนว่าการประเมินพัฒนาการเด็กวัยอนุบาล วิธีการที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ การใช้แบบทดสอบกระดาษและดินสอ เพราะไม่สามารถสะท้อนความสามารถและประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กได้อย่างถูกต้องค่ะ
โดย : ดร.วรนาท รักสกุลไทย
เทคนิคการดูแลความสะอาดของเจ้าหนูแรกเกิด
แม้ว่าการทำความสะอาดจะไม่ใช่เรื่องยากในการดูแลเจ้าหนูวัยแรกเกิด แต่ทว่าร่างกายของเจ้าหนูนั้นยังต้องการความละเอียดอ่อนและความละเมียดละไมในการทำความสะอาด เพื่อความหอมสดชื่นและสุขภาพดีที่จะตามมาด้วย
ตา โดยปกติไม่ต้องการยาหรือการรักษาพิเศษ อาจปล่อยไว้เฉยๆ หรือเพียงใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดจากภายนอก ไม่ควรล้างตาถ้าไม่จำเป็น ธรรมชาติสร้างน้ำตาไว้ล้างเรียบร้อยแล้ว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าอายุเท่าใดจึงไม่จำเป็นต้องล้างตา ยกเว้นในการรักษาโรคตาบางชนิด
หู ไม่ต้องการการรักษาพิเศษอย่างใด อาจใช้สำลีพันปลายไม้เช็ดผงหรือขี้หูออกได้ เฉพาะส่วนที่มองเห็น ส่วนที่อยู่ภายในไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดแต่อย่างใด
จมูก อาจใช้สำลีเช็ดได้เช่นเดียวกันกับบริเวณหู
ปาก ปากทารกในระยะแรกนี้ไม่ต้องการการทำความสะอาด โดยเฉพาะถ้าดูดนมแม่ แต่ถ้าดูดนมผสมต้องดูดน้ำล้างคราบนมในปาก มิฉะนั้นอาจมีเชื้อราเกิดขึ้นซึ่งจะเห็นเป็นคราบขาวที่กระพุ้งแก้ม / ลิ้น อาจใช้ยาสีม่วง (Gentian violet) ทา ไม่มีความจำเป็นในทารกปกติ
อวัยวะเพศ ไม่ว่าชายหรือหญิงหลังจากอาบน้ำแล้วเพียงแต่เช็ดให้แห้ง ระวังไม่ให้สกปรก โดยเฉพาะภายหลังจากการถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ให้ใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดออกก็เป็นการเพียงพอ การขลิบอวัยวะเพศในเด็กชายตามปกติไม่มีความจำเป็น นอกจากเป็นธรรมเนียมในบางเชื้อชาติและบางศาสนา
ทารกปกติทั่วไปมักจะร้องเวลาปวดปัสสาวะ เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะเงียบถือเป็นภาวะปกติ ความเชื่อที่ว่าเมื่อขลิบแล้วจะทำให้พบโรคมะเร็งน้อยลงก็ยังไม่มีผู้พิสูจน์ชัดเจน คำอ้างที่ว่าทำความสะอาดง่ายขึ้นก็ดูจะไม่ตรงนัก เพราะทารกและเด็กก็ไม่ได้มีความสกปรกที่จะต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษแต่อย่างใด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากแม้ในประเทศที่มีชนเผ่านิยมขลิบปลายอวัยวะเพศก็ยังแนะนำว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำ
เล็บ ควรตัดให้สั้นทุก 3-4 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้ขีดข่วนลำตัวหรือหน้า อาจป้องกันด้วยการใส่ถุงคลุมมือทั้ง 2 ข้างก็ได้
เต้านม ทารกปกติไม่ว่าชายหรือหญิง ถ้าครบกำหนดมักจะมีเต้านมที่สามารถจะคลำได้ ในบางคนอาจมีน้ำนม 2-3 หยดไหลออกมาก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ควรไปบีบเล่นเพราะอาจมีอันตรายและเกิดการอักเสบขึ้นได้ ถ้าทิ้งไว้เฉยๆ ก็จะเล็กลงเป็นปกติได้เอง
โลหิตไหลออกทางช่องคลอด อาจพบได้ในทารกหญิงที่ครบกำหนด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดของฮอร์โมนเมื่ออายุ 3-4 วัน อาจมีโลหิตออกได้เล็กน้อย จะเป็นอยู่ครั้งเดียวและเป็นปกติ ไม่มีอันตรายหรือต้องรักษาแต่อย่างใด
ตา โดยปกติไม่ต้องการยาหรือการรักษาพิเศษ อาจปล่อยไว้เฉยๆ หรือเพียงใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดจากภายนอก ไม่ควรล้างตาถ้าไม่จำเป็น ธรรมชาติสร้างน้ำตาไว้ล้างเรียบร้อยแล้ว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าอายุเท่าใดจึงไม่จำเป็นต้องล้างตา ยกเว้นในการรักษาโรคตาบางชนิด
หู ไม่ต้องการการรักษาพิเศษอย่างใด อาจใช้สำลีพันปลายไม้เช็ดผงหรือขี้หูออกได้ เฉพาะส่วนที่มองเห็น ส่วนที่อยู่ภายในไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดแต่อย่างใด
จมูก อาจใช้สำลีเช็ดได้เช่นเดียวกันกับบริเวณหู
ปาก ปากทารกในระยะแรกนี้ไม่ต้องการการทำความสะอาด โดยเฉพาะถ้าดูดนมแม่ แต่ถ้าดูดนมผสมต้องดูดน้ำล้างคราบนมในปาก มิฉะนั้นอาจมีเชื้อราเกิดขึ้นซึ่งจะเห็นเป็นคราบขาวที่กระพุ้งแก้ม / ลิ้น อาจใช้ยาสีม่วง (Gentian violet) ทา ไม่มีความจำเป็นในทารกปกติ
อวัยวะเพศ ไม่ว่าชายหรือหญิงหลังจากอาบน้ำแล้วเพียงแต่เช็ดให้แห้ง ระวังไม่ให้สกปรก โดยเฉพาะภายหลังจากการถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ให้ใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดออกก็เป็นการเพียงพอ การขลิบอวัยวะเพศในเด็กชายตามปกติไม่มีความจำเป็น นอกจากเป็นธรรมเนียมในบางเชื้อชาติและบางศาสนา
ทารกปกติทั่วไปมักจะร้องเวลาปวดปัสสาวะ เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะเงียบถือเป็นภาวะปกติ ความเชื่อที่ว่าเมื่อขลิบแล้วจะทำให้พบโรคมะเร็งน้อยลงก็ยังไม่มีผู้พิสูจน์ชัดเจน คำอ้างที่ว่าทำความสะอาดง่ายขึ้นก็ดูจะไม่ตรงนัก เพราะทารกและเด็กก็ไม่ได้มีความสกปรกที่จะต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษแต่อย่างใด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากแม้ในประเทศที่มีชนเผ่านิยมขลิบปลายอวัยวะเพศก็ยังแนะนำว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำ
เล็บ ควรตัดให้สั้นทุก 3-4 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้ขีดข่วนลำตัวหรือหน้า อาจป้องกันด้วยการใส่ถุงคลุมมือทั้ง 2 ข้างก็ได้
เต้านม ทารกปกติไม่ว่าชายหรือหญิง ถ้าครบกำหนดมักจะมีเต้านมที่สามารถจะคลำได้ ในบางคนอาจมีน้ำนม 2-3 หยดไหลออกมาก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ควรไปบีบเล่นเพราะอาจมีอันตรายและเกิดการอักเสบขึ้นได้ ถ้าทิ้งไว้เฉยๆ ก็จะเล็กลงเป็นปกติได้เอง
โลหิตไหลออกทางช่องคลอด อาจพบได้ในทารกหญิงที่ครบกำหนด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดของฮอร์โมนเมื่ออายุ 3-4 วัน อาจมีโลหิตออกได้เล็กน้อย จะเป็นอยู่ครั้งเดียวและเป็นปกติ ไม่มีอันตรายหรือต้องรักษาแต่อย่างใด
เจ้าหมาน้อย...พันธุ์ดุ
ข่าวเด็กโดนหมากัด... ไม่เคยห่างเหินไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ จากข่าวดังที่หนูน้อยโชกุน (3 ขวบ) กำลังเดินเตาะๆ แตะๆ อยู่ที่หน้าบ้านย่านรามคำแหง จู่ๆ ก็มีเจ้าหมาดำพันธุ์ไทยตัวบิ๊กเบิ้มนามว่า ไอ้แบล็ก วิ่งเข้ามางับน้องโชกุน จนเป็นแผลเหวอะหวะไปทั่วร่าง อาการบาดเจ็บสาหัส
เจ้าหมาเพื่อนรักที่แสนดีที่กลับกลายเป็นไอ้เขี้ยวมหาภัยนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้จำกัดว่าเป็นหมาพันธุ์ไหน แต่ที่ต้องระวังให้จงหนักก็คือ หมาพันธุ์ดุระดับโลก ดุ และเหี้ยมขนาดที่ว่าเป็นหมาต้องห้าม และมีคำแนะนำว่าไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้าน แต่หากใครตามข่าวก็จะพบว่ามีคนที่โดนพวกมันขย้ำอยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นก็คือ น้องอ้วน เด็กชายวัย 4 ขวบ ที่แม้จะตุ้ยนุ้ยสมชื่อแต่คล่องแคล่วว่องไวและซุกซนจนพ่อแม่แทบเอาไม่อยู่ เรื่องหกล้มชนโน่นนี่มีเป็นประจำ พ่อแม่ก็ภาวนาแต่ว่า อย่าให้เกิดเหตุร้ายๆ อะไรกับลูกเลย
แต่แล้ววันนั้นก็กลับเกิดขึ้นจนได้ ทั้งๆ ที่คุณตาจูงน้องอ้วนอยู่แท้ๆ และทั้งๆ ที่เจ้าของหมาพิทบูลก็กำลังจูงหมาอย่างใกล้ชิด แต่น้องอ้วนนี่สิเพียงเห็นเจ้าพิทบูลก็ถึงกับสะบัดมือคุณตาอย่างแรง แล้วรีบวิ่งจี๋เข้าไปขยุ้มหัวเจ้าหมาอันตรายอย่างเมามัน ผลก็คือโดนพิทบูลขบเข้าให้อย่างมันเขี้ยว นี่ดีนะที่มันยังคงเป็นหมาวัยละอ่อน และเจ้าของรีบดึงรั้งเชือกจูงไว้ทัน มิฉะนั้นหนูอ้วนคงโดนมันทึ้งอย่างดูไม่จืดแน่ แต่ถึงอย่างนั้นรอยคมเขี้ยวที่มือของน้องอ้วนก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่รีบพาน้องอ้วนบึ่งไปหาหมอทันที
คุณหมอบอกว่าหากถูกหมากัดต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาด น้ำประปานี่ดีที่สุดเปิดน้ำชะล้างบาดแผลมากๆ ล้างทั้งน้ำลายสุนัขและฝุ่นผงที่ติดอยู่ในแผลจะทำให้ลดโอกาสการติดเชื้อลงได้ หลังจากนั้นทารอบๆ แผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวยา povidone iodine ไม่ต้องทาเข้าไปในแผล และปิดแผลด้วยผ้ากอซสะอาด หากมีเลือดไหลก็ต้องกดไว้ก่อนจึงนำส่งพบแพทย์ต่อไป แผลสุนัขกัดจะติดเชื้อเพียงร้อยละ 5 ถ้าล้างสะอาด ทำแผลให้ดีก่อน 8 ชั่วโมงหลังถูกกัด จะลดการติดเชื้อได้มาก แผลที่บริเวณน่องเป็นกล้ามเนื้อเลือดมาเลี้ยงดี ไม่มีเส้นเอ็นโผล่ออกมา เช่น ที่มือ เท้า แผลลักษณะฉีกขาดจากการกัดแล้วกระชาก ไม่เป็นรูเป็นหลุมลึก เช่น แผลเขี้ยวกัดฝัง พวกนี้จัดเป็นแผลดีติดเชื้อน้อย
ในเมื่อเจ้าหมามรณะทั้งหลายยังคงเพ่นพ่านทำร้ายผู้คนอยู่เนืองๆ เรามาทำความรู้จักกับอันตรายของเจ้าหมามหาภัยเหล่านี้กันดีกว่า
ปี พ.ศ.2522-2534 ที่สหรัฐอเมริกา มีรายงานช็อกโลกฉบับหนึ่งระบุว่า มีคนอเมริกันโดนหมากัดถึงตายเป็นจำนวนที่น่าตกใจ โดยหมาที่ฆ่าคนนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นหมาพันธุ์ดุนั่นคือ พิทบูล 66 รายและร็อตไวเลอร์ 37 ราย ต่อมาปี พ.ศ.2535-2541 มีรายงานการตายจากร็อตไวเลอร์ 3 ราย พิทบูล 21 ราย เยอรมันเชพเพิร์ท 17 ราย
อันที่จริงแล้วหมาพันธุ์โหดเหล่านี้จัดเป็น สุนัขพันธุ์ควบคุมพิเศษ ที่หลายประเทศถึงกับห้ามนำเข้า ห้ามเพาะพันธุ์ แต่แล้วก็กลับมีการนำเข้าและเพาะพันธุ์อย่างผิดกฎหมาย สุดท้ายหลายๆ ประเทศก็หมดปัญญาจะควบคุม ทุกวันนี้หลายประเทศจึงปล่อยเลยตามเลย กลายเป็นการซื้อขายกันอย่างเสรี เพียงแต่จะต้องขอใบอนุญาตจากกรมปศุสัตว์เสียก่อน ในสหรัฐอเมริกาออกฎหมายห้ามบุคคลที่มีประวัติอาชญากรรมมีหมาพันธุ์โหดในครอบครองอย่างเด็ดขาด ในประเทศเยอรมันหลังจากเกิดกรณีร็อตไวเลอร์ขย้ำคอเด็กชายชาวเยอรมัน 6 ขวบจนตายคาเขี้ยว รัฐบาลได้ขึ้นบัญชีดำหมาร็อตไวเลอร์รวมทั้งพิทบูลให้เป็นหมาอันตราย ห้ามนำเข้าหรือเพาะพันธุ์โดยเด็ดขาด ส่วนใครที่มีในครอบครองอยู่แล้วก็จะต้องมีตะกร้อมัดปากไว้เสมอ
ส่วนในไทยเราแม้มีข่าวหมาพันธุ์ดุทำร้ายเด็กและผู้ใหญ่จนถึงตายหรือสาหัสอยู่เสมอ แต่มาตรการควบคุมและลงโทษก็ดูจะย่อหย่อนยิ่งกว่าเมืองนอกหลายเท่า แต่ที่สำคัญก็คือความดุร้ายของมันก็ไม่แพ้กัน ซึ่งนั่นหมายถึงกัดชนิดเอาตาย กัดไม่ปล่อย โดยไม่ฟังแม้แต่เจ้านาย ความเป็นหมานักสู้ผู้โหดเหี้ยมของร็อตไวเลอร์และพิทบูลทำให้ราวสิบปีก่อน เคยมีกลุ่มไฮโซใช้สถานที่หมู่บ้านย่านชานเมือง จัดเป็นบ่อนพนัน หมากัดกัน โดยหากหมาสองพันธุ์นี้ขึ้นสังเวียนเข่นฆ่ากันเมื่อไหร่ เงินเดิมพันมักจะสูงลิ่ว
เชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่ล้วนไม่เห็นด้วยที่ใครจะเลี้ยงหมาพันธุ์โหด ทั้งไม่เห็นความจำเป็นในการจะต้องนำมาเลี้ยง ทำให้เพื่อนร่วมสังคมเกิดความหวาดกลัวเหมือนดังมีภัยใกล้ตัว และเห็นเหมือนกันว่าหากอยากจะเลี้ยงหมาเพื่อเป็นเพื่อน หรือเพื่อดูแลบ้านเรือนก็น่าจะเลือกพันธุ์อื่นๆ ที่สั่งสอนและควบคุมกันได้ง่ายกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหมาพันธุ์ใด ยิ่งเป็นพวกตัวโตๆ ก็น่าจะมีพื้นที่กว้างๆ ให้มันได้วิ่งออกกำลังกายทุกวัน ไม่ใช่ขังอยู่ในกรงหรือเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน เพราะนั่นจะทำให้มันเครียด ก้าวร้าว ควบคุมยาก และดุร้ายมากขึ้น
หากจะพามันออกวิ่งตามสนาม ตามถนนในหมู่บ้าน หรือตามที่สาธารณะจะต้องมั่นใจก่อนว่า บุคคลที่พาวิ่งนั้นมีความแข็งแรงพอที่จะสู้แรงของหมาได้ เพื่อไม่ให้มันวิ่งไปงับผู้อื่น แม้แต่เชือกหรือโซ่ที่ใช้จูงก็ต้องแน่ใจว่ามันเหนียวแน่นแข็งแรงเพียงพอ ในขณะเดียวกันคนที่เป็นเจ้าของหมาก็จะต้องมีเวลาให้มัน เพื่อความใกล้ชิดที่จะฝึกวินัย ที่ว่ากันว่ายิ่งหมาดุก็ยิ่งจะต้องเข้มงวดแล้วก็จะต้องถูกหลักด้วย มิเช่นนั้นจะไม่สามารถแก้ไขนิสัยอันดื้อรั้นและควบคุมยากของมันได้ แต่หากพิจารณาจากข่าวหมาทำร้ายคนที่ผ่านมา โดยมากเจ้าของมักจะปล่อยปละละเลยหรือให้การระมัดระวังไม่เพียงพอ
ส่วนการซื้อหามาไว้ในครอบครองก็จะต้องหาแหล่งขายที่มีมาตรฐาน มีใบ Pedigree หรือใบรับรองพันธุ์สุนัขที่จะระบุและรับรองสายพันธุ์ของมันว่าเป็นพันธุ์แท้โดยสมบูรณ์ เนื่องจากการผสมข้ามพันธุ์มักจะทำให้หมาที่ดุอยู่แล้วยิ่งจะดุร้ายไม่ผิดหมาป่าที่แม้แต่เจ้าของแท้ๆ ยังเสี่ยงต่อโดนมันขย้ำเขี้ยวเอาได้ ส่วนการดูแลเรื่องวัคซีนก็จะต้องพามันไปฉีดวัคซีน โดยเริ่มตั้งแต่ 6 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันทั้ง โรคหัดหรือลำไส้อักเสบ และทำการถ่ายพยาธิป้องกันตับอักเสบ โรคไข้หัดสุนัข เลปโตสไปโรซิส และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าด้วย
ชุมชนใดที่มีคนเลี้ยงหมาโดยเฉพาะหมาพันธุ์โหดก็คงมีแต่ความหวาดกลัวอยู่เสมอ ยิ่งเห็นมันวิ่งผ่านมา (ทั้งที่มีคนจูง) หรือเดินพบมันเข้าขณะที่กำลังจูงลูกๆ หลานๆ ก็ยิ่งเกิดความกลัวและเครียด เกิดเป็นคำถามค้างคาใจอยู่จนทุกวันนี้ว่า ...มีความจำเป็นอะไรกันหรือ...ที่จะต้องมีเจ้าพวกหมาพันธุ์โหดไว้ในครอบครอง!!
โดย : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
เจ้าหมาเพื่อนรักที่แสนดีที่กลับกลายเป็นไอ้เขี้ยวมหาภัยนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่ได้จำกัดว่าเป็นหมาพันธุ์ไหน แต่ที่ต้องระวังให้จงหนักก็คือ หมาพันธุ์ดุระดับโลก ดุ และเหี้ยมขนาดที่ว่าเป็นหมาต้องห้าม และมีคำแนะนำว่าไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้าน แต่หากใครตามข่าวก็จะพบว่ามีคนที่โดนพวกมันขย้ำอยู่เสมอ และหนึ่งในนั้นก็คือ น้องอ้วน เด็กชายวัย 4 ขวบ ที่แม้จะตุ้ยนุ้ยสมชื่อแต่คล่องแคล่วว่องไวและซุกซนจนพ่อแม่แทบเอาไม่อยู่ เรื่องหกล้มชนโน่นนี่มีเป็นประจำ พ่อแม่ก็ภาวนาแต่ว่า อย่าให้เกิดเหตุร้ายๆ อะไรกับลูกเลย
แต่แล้ววันนั้นก็กลับเกิดขึ้นจนได้ ทั้งๆ ที่คุณตาจูงน้องอ้วนอยู่แท้ๆ และทั้งๆ ที่เจ้าของหมาพิทบูลก็กำลังจูงหมาอย่างใกล้ชิด แต่น้องอ้วนนี่สิเพียงเห็นเจ้าพิทบูลก็ถึงกับสะบัดมือคุณตาอย่างแรง แล้วรีบวิ่งจี๋เข้าไปขยุ้มหัวเจ้าหมาอันตรายอย่างเมามัน ผลก็คือโดนพิทบูลขบเข้าให้อย่างมันเขี้ยว นี่ดีนะที่มันยังคงเป็นหมาวัยละอ่อน และเจ้าของรีบดึงรั้งเชือกจูงไว้ทัน มิฉะนั้นหนูอ้วนคงโดนมันทึ้งอย่างดูไม่จืดแน่ แต่ถึงอย่างนั้นรอยคมเขี้ยวที่มือของน้องอ้วนก็ทำให้คุณพ่อคุณแม่รีบพาน้องอ้วนบึ่งไปหาหมอทันที
คุณหมอบอกว่าหากถูกหมากัดต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาด น้ำประปานี่ดีที่สุดเปิดน้ำชะล้างบาดแผลมากๆ ล้างทั้งน้ำลายสุนัขและฝุ่นผงที่ติดอยู่ในแผลจะทำให้ลดโอกาสการติดเชื้อลงได้ หลังจากนั้นทารอบๆ แผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวยา povidone iodine ไม่ต้องทาเข้าไปในแผล และปิดแผลด้วยผ้ากอซสะอาด หากมีเลือดไหลก็ต้องกดไว้ก่อนจึงนำส่งพบแพทย์ต่อไป แผลสุนัขกัดจะติดเชื้อเพียงร้อยละ 5 ถ้าล้างสะอาด ทำแผลให้ดีก่อน 8 ชั่วโมงหลังถูกกัด จะลดการติดเชื้อได้มาก แผลที่บริเวณน่องเป็นกล้ามเนื้อเลือดมาเลี้ยงดี ไม่มีเส้นเอ็นโผล่ออกมา เช่น ที่มือ เท้า แผลลักษณะฉีกขาดจากการกัดแล้วกระชาก ไม่เป็นรูเป็นหลุมลึก เช่น แผลเขี้ยวกัดฝัง พวกนี้จัดเป็นแผลดีติดเชื้อน้อย
ในเมื่อเจ้าหมามรณะทั้งหลายยังคงเพ่นพ่านทำร้ายผู้คนอยู่เนืองๆ เรามาทำความรู้จักกับอันตรายของเจ้าหมามหาภัยเหล่านี้กันดีกว่า
ปี พ.ศ.2522-2534 ที่สหรัฐอเมริกา มีรายงานช็อกโลกฉบับหนึ่งระบุว่า มีคนอเมริกันโดนหมากัดถึงตายเป็นจำนวนที่น่าตกใจ โดยหมาที่ฆ่าคนนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นหมาพันธุ์ดุนั่นคือ พิทบูล 66 รายและร็อตไวเลอร์ 37 ราย ต่อมาปี พ.ศ.2535-2541 มีรายงานการตายจากร็อตไวเลอร์ 3 ราย พิทบูล 21 ราย เยอรมันเชพเพิร์ท 17 ราย
อันที่จริงแล้วหมาพันธุ์โหดเหล่านี้จัดเป็น สุนัขพันธุ์ควบคุมพิเศษ ที่หลายประเทศถึงกับห้ามนำเข้า ห้ามเพาะพันธุ์ แต่แล้วก็กลับมีการนำเข้าและเพาะพันธุ์อย่างผิดกฎหมาย สุดท้ายหลายๆ ประเทศก็หมดปัญญาจะควบคุม ทุกวันนี้หลายประเทศจึงปล่อยเลยตามเลย กลายเป็นการซื้อขายกันอย่างเสรี เพียงแต่จะต้องขอใบอนุญาตจากกรมปศุสัตว์เสียก่อน ในสหรัฐอเมริกาออกฎหมายห้ามบุคคลที่มีประวัติอาชญากรรมมีหมาพันธุ์โหดในครอบครองอย่างเด็ดขาด ในประเทศเยอรมันหลังจากเกิดกรณีร็อตไวเลอร์ขย้ำคอเด็กชายชาวเยอรมัน 6 ขวบจนตายคาเขี้ยว รัฐบาลได้ขึ้นบัญชีดำหมาร็อตไวเลอร์รวมทั้งพิทบูลให้เป็นหมาอันตราย ห้ามนำเข้าหรือเพาะพันธุ์โดยเด็ดขาด ส่วนใครที่มีในครอบครองอยู่แล้วก็จะต้องมีตะกร้อมัดปากไว้เสมอ
ส่วนในไทยเราแม้มีข่าวหมาพันธุ์ดุทำร้ายเด็กและผู้ใหญ่จนถึงตายหรือสาหัสอยู่เสมอ แต่มาตรการควบคุมและลงโทษก็ดูจะย่อหย่อนยิ่งกว่าเมืองนอกหลายเท่า แต่ที่สำคัญก็คือความดุร้ายของมันก็ไม่แพ้กัน ซึ่งนั่นหมายถึงกัดชนิดเอาตาย กัดไม่ปล่อย โดยไม่ฟังแม้แต่เจ้านาย ความเป็นหมานักสู้ผู้โหดเหี้ยมของร็อตไวเลอร์และพิทบูลทำให้ราวสิบปีก่อน เคยมีกลุ่มไฮโซใช้สถานที่หมู่บ้านย่านชานเมือง จัดเป็นบ่อนพนัน หมากัดกัน โดยหากหมาสองพันธุ์นี้ขึ้นสังเวียนเข่นฆ่ากันเมื่อไหร่ เงินเดิมพันมักจะสูงลิ่ว
เชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่ล้วนไม่เห็นด้วยที่ใครจะเลี้ยงหมาพันธุ์โหด ทั้งไม่เห็นความจำเป็นในการจะต้องนำมาเลี้ยง ทำให้เพื่อนร่วมสังคมเกิดความหวาดกลัวเหมือนดังมีภัยใกล้ตัว และเห็นเหมือนกันว่าหากอยากจะเลี้ยงหมาเพื่อเป็นเพื่อน หรือเพื่อดูแลบ้านเรือนก็น่าจะเลือกพันธุ์อื่นๆ ที่สั่งสอนและควบคุมกันได้ง่ายกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหมาพันธุ์ใด ยิ่งเป็นพวกตัวโตๆ ก็น่าจะมีพื้นที่กว้างๆ ให้มันได้วิ่งออกกำลังกายทุกวัน ไม่ใช่ขังอยู่ในกรงหรือเอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน เพราะนั่นจะทำให้มันเครียด ก้าวร้าว ควบคุมยาก และดุร้ายมากขึ้น
หากจะพามันออกวิ่งตามสนาม ตามถนนในหมู่บ้าน หรือตามที่สาธารณะจะต้องมั่นใจก่อนว่า บุคคลที่พาวิ่งนั้นมีความแข็งแรงพอที่จะสู้แรงของหมาได้ เพื่อไม่ให้มันวิ่งไปงับผู้อื่น แม้แต่เชือกหรือโซ่ที่ใช้จูงก็ต้องแน่ใจว่ามันเหนียวแน่นแข็งแรงเพียงพอ ในขณะเดียวกันคนที่เป็นเจ้าของหมาก็จะต้องมีเวลาให้มัน เพื่อความใกล้ชิดที่จะฝึกวินัย ที่ว่ากันว่ายิ่งหมาดุก็ยิ่งจะต้องเข้มงวดแล้วก็จะต้องถูกหลักด้วย มิเช่นนั้นจะไม่สามารถแก้ไขนิสัยอันดื้อรั้นและควบคุมยากของมันได้ แต่หากพิจารณาจากข่าวหมาทำร้ายคนที่ผ่านมา โดยมากเจ้าของมักจะปล่อยปละละเลยหรือให้การระมัดระวังไม่เพียงพอ
ส่วนการซื้อหามาไว้ในครอบครองก็จะต้องหาแหล่งขายที่มีมาตรฐาน มีใบ Pedigree หรือใบรับรองพันธุ์สุนัขที่จะระบุและรับรองสายพันธุ์ของมันว่าเป็นพันธุ์แท้โดยสมบูรณ์ เนื่องจากการผสมข้ามพันธุ์มักจะทำให้หมาที่ดุอยู่แล้วยิ่งจะดุร้ายไม่ผิดหมาป่าที่แม้แต่เจ้าของแท้ๆ ยังเสี่ยงต่อโดนมันขย้ำเขี้ยวเอาได้ ส่วนการดูแลเรื่องวัคซีนก็จะต้องพามันไปฉีดวัคซีน โดยเริ่มตั้งแต่ 6 สัปดาห์ ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันทั้ง โรคหัดหรือลำไส้อักเสบ และทำการถ่ายพยาธิป้องกันตับอักเสบ โรคไข้หัดสุนัข เลปโตสไปโรซิส และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าด้วย
ชุมชนใดที่มีคนเลี้ยงหมาโดยเฉพาะหมาพันธุ์โหดก็คงมีแต่ความหวาดกลัวอยู่เสมอ ยิ่งเห็นมันวิ่งผ่านมา (ทั้งที่มีคนจูง) หรือเดินพบมันเข้าขณะที่กำลังจูงลูกๆ หลานๆ ก็ยิ่งเกิดความกลัวและเครียด เกิดเป็นคำถามค้างคาใจอยู่จนทุกวันนี้ว่า ...มีความจำเป็นอะไรกันหรือ...ที่จะต้องมีเจ้าพวกหมาพันธุ์โหดไว้ในครอบครอง!!
โดย : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
เทคนิคการดูแลความสะอาดของเจ้าหนูแรกเกิด
แม้ว่าการทำความสะอาดจะไม่ใช่เรื่องยากในการดูแลเจ้าหนูวัยแรกเกิด แต่ทว่าร่างกายของเจ้าหนูนั้นยังต้องการความละเอียดอ่อนและความละเมียดละไมในการทำความสะอาด เพื่อความหอมสดชื่นและสุขภาพดีที่จะตามมาด้วย
ตา โดยปกติไม่ต้องการยาหรือการรักษาพิเศษ อาจปล่อยไว้เฉยๆ หรือเพียงใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดจากภายนอก ไม่ควรล้างตาถ้าไม่จำเป็น ธรรมชาติสร้างน้ำตาไว้ล้างเรียบร้อยแล้ว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าอายุเท่าใดจึงไม่จำเป็นต้องล้างตา ยกเว้นในการรักษาโรคตาบางชนิด
หู ไม่ต้องการการรักษาพิเศษอย่างใด อาจใช้สำลีพันปลายไม้เช็ดผงหรือขี้หูออกได้ เฉพาะส่วนที่มองเห็น ส่วนที่อยู่ภายในไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดแต่อย่างใด
จมูก อาจใช้สำลีเช็ดได้เช่นเดียวกันกับบริเวณหู
ปาก ปากทารกในระยะแรกนี้ไม่ต้องการการทำความสะอาด โดยเฉพาะถ้าดูดนมแม่ แต่ถ้าดูดนมผสมต้องดูดน้ำล้างคราบนมในปาก มิฉะนั้นอาจมีเชื้อราเกิดขึ้นซึ่งจะเห็นเป็นคราบขาวที่กระพุ้งแก้ม / ลิ้น อาจใช้ยาสีม่วง (Gentian violet) ทา ไม่มีความจำเป็นในทารกปกติ
อวัยวะเพศ ไม่ว่าชายหรือหญิงหลังจากอาบน้ำแล้วเพียงแต่เช็ดให้แห้ง ระวังไม่ให้สกปรก โดยเฉพาะภายหลังจากการถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ให้ใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดออกก็เป็นการเพียงพอ การขลิบอวัยวะเพศในเด็กชายตามปกติไม่มีความจำเป็น นอกจากเป็นธรรมเนียมในบางเชื้อชาติและบางศาสนา
ทารกปกติทั่วไปมักจะร้องเวลาปวดปัสสาวะ เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะเงียบถือเป็นภาวะปกติ ความเชื่อที่ว่าเมื่อขลิบแล้วจะทำให้พบโรคมะเร็งน้อยลงก็ยังไม่มีผู้พิสูจน์ชัดเจน คำอ้างที่ว่าทำความสะอาดง่ายขึ้นก็ดูจะไม่ตรงนัก เพราะทารกและเด็กก็ไม่ได้มีความสกปรกที่จะต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษแต่อย่างใด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากแม้ในประเทศที่มีชนเผ่านิยมขลิบปลายอวัยวะเพศก็ยังแนะนำว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำ
เล็บ ควรตัดให้สั้นทุก 3-4 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้ขีดข่วนลำตัวหรือหน้า อาจป้องกันด้วยการใส่ถุงคลุมมือทั้ง 2 ข้างก็ได้
เต้านม ทารกปกติไม่ว่าชายหรือหญิง ถ้าครบกำหนดมักจะมีเต้านมที่สามารถจะคลำได้ ในบางคนอาจมีน้ำนม 2-3 หยดไหลออกมาก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ควรไปบีบเล่นเพราะอาจมีอันตรายและเกิดการอักเสบขึ้นได้ ถ้าทิ้งไว้เฉยๆ ก็จะเล็กลงเป็นปกติได้เอง
โลหิตไหลออกทางช่องคลอด อาจพบได้ในทารกหญิงที่ครบกำหนด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดของฮอร์โมนเมื่ออายุ 3-4 วัน อาจมีโลหิตออกได้เล็กน้อย จะเป็นอยู่ครั้งเดียวและเป็นปกติ ไม่มีอันตรายหรือต้องรักษาแต่อย่างใด
ตา โดยปกติไม่ต้องการยาหรือการรักษาพิเศษ อาจปล่อยไว้เฉยๆ หรือเพียงใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดจากภายนอก ไม่ควรล้างตาถ้าไม่จำเป็น ธรรมชาติสร้างน้ำตาไว้ล้างเรียบร้อยแล้ว มนุษย์ทุกคนไม่ว่าอายุเท่าใดจึงไม่จำเป็นต้องล้างตา ยกเว้นในการรักษาโรคตาบางชนิด
หู ไม่ต้องการการรักษาพิเศษอย่างใด อาจใช้สำลีพันปลายไม้เช็ดผงหรือขี้หูออกได้ เฉพาะส่วนที่มองเห็น ส่วนที่อยู่ภายในไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดแต่อย่างใด
จมูก อาจใช้สำลีเช็ดได้เช่นเดียวกันกับบริเวณหู
ปาก ปากทารกในระยะแรกนี้ไม่ต้องการการทำความสะอาด โดยเฉพาะถ้าดูดนมแม่ แต่ถ้าดูดนมผสมต้องดูดน้ำล้างคราบนมในปาก มิฉะนั้นอาจมีเชื้อราเกิดขึ้นซึ่งจะเห็นเป็นคราบขาวที่กระพุ้งแก้ม / ลิ้น อาจใช้ยาสีม่วง (Gentian violet) ทา ไม่มีความจำเป็นในทารกปกติ
อวัยวะเพศ ไม่ว่าชายหรือหญิงหลังจากอาบน้ำแล้วเพียงแต่เช็ดให้แห้ง ระวังไม่ให้สกปรก โดยเฉพาะภายหลังจากการถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ให้ใช้สำลีชุบน้ำสุกเช็ดออกก็เป็นการเพียงพอ การขลิบอวัยวะเพศในเด็กชายตามปกติไม่มีความจำเป็น นอกจากเป็นธรรมเนียมในบางเชื้อชาติและบางศาสนา
ทารกปกติทั่วไปมักจะร้องเวลาปวดปัสสาวะ เมื่อถ่ายออกมาแล้วจะเงียบถือเป็นภาวะปกติ ความเชื่อที่ว่าเมื่อขลิบแล้วจะทำให้พบโรคมะเร็งน้อยลงก็ยังไม่มีผู้พิสูจน์ชัดเจน คำอ้างที่ว่าทำความสะอาดง่ายขึ้นก็ดูจะไม่ตรงนัก เพราะทารกและเด็กก็ไม่ได้มีความสกปรกที่จะต้องทำความสะอาดเป็นพิเศษแต่อย่างใด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากแม้ในประเทศที่มีชนเผ่านิยมขลิบปลายอวัยวะเพศก็ยังแนะนำว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำ
เล็บ ควรตัดให้สั้นทุก 3-4 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้ขีดข่วนลำตัวหรือหน้า อาจป้องกันด้วยการใส่ถุงคลุมมือทั้ง 2 ข้างก็ได้
เต้านม ทารกปกติไม่ว่าชายหรือหญิง ถ้าครบกำหนดมักจะมีเต้านมที่สามารถจะคลำได้ ในบางคนอาจมีน้ำนม 2-3 หยดไหลออกมาก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ควรไปบีบเล่นเพราะอาจมีอันตรายและเกิดการอักเสบขึ้นได้ ถ้าทิ้งไว้เฉยๆ ก็จะเล็กลงเป็นปกติได้เอง
โลหิตไหลออกทางช่องคลอด อาจพบได้ในทารกหญิงที่ครบกำหนด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงหลังคลอดของฮอร์โมนเมื่ออายุ 3-4 วัน อาจมีโลหิตออกได้เล็กน้อย จะเป็นอยู่ครั้งเดียวและเป็นปกติ ไม่มีอันตรายหรือต้องรักษาแต่อย่างใด
รักลูกให้ตี ดีจริงหรือ
การเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กอาจจะเรียกได้ว่าเป็นงานแห่งความรัก ที่ผู้เป็นพ่อแม่ต้องทุ่มเท ทั้งแรงกายแรงใจ ฟูมฟักให้ลูกรักได้รับสิ่งที่ดีที่สุด จนบางครั้งหากลูกทำสิ่งที่ผิดพลาด หรือไม่เชื่อฟัง คุณก็อาจผิดหวัง ขาดสติ จนพลั้งมือตีเจ้าตัวเล็กด้วยความโกรธ และหลังจากนั้นก็กลับมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และอดถามตัวเองไม่ได้ว่า เราทำถูกหรือเปล่านะ ที่ตีลูกแบบนั้น
ก่อนจะตีต้องมีสติ
เป็นที่ถกเถียงกันมานาน และยังหาบทสรุปไม่ได้ว่าการตีลูกนั้นสมควรหรือไม่ บ้างก็ว่าไม่จำเป็น พูดดี ๆ เจ้าตัวเล็กก็น่าจะเข้าใจแล้ว แต่ถ้าพูดดีๆ แล้วลูกไม่ฟังล่ะ พ่อแม่ก็อาจมีอารมณ์โมโหขึ้นมาได้เหมือนกัน ซึ่งในกรณีนี้ สุภาษิตที่ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี น่าจะใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น หากเพิ่มเติมอีกสักนิดว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี อย่างมีสติ เพราะหากคุณจะตีลูกสักครั้ง คุณก็ควรจะยั้งคิดก่อนว่า การตีนี้เพื่ออะไร การตีลูก ไม่ควรเป็นการระบายอารมณ์โกรธของคุณไปสู่ลูก เพราะนั่นจะเท่ากับว่าคุณกำลังทำร้ายร่างกายเจ้าตัวเล็ก หากคุณมีสติและใคร่ครวญแล้วว่าการตีเบาๆ ที่มือหรือที่แขนของลูกจะช่วยทำให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังอาละวาดหยุดและยอมฟังเหตุผลที่คุณจะพูด การตีแบบนี้ก็อาจจะเป็นการสมเหตุสมผลมากกว่า
อย่างไรก็ตาม หากคุณยึดมั่นว่าการตีเท่านั้นที่จะหยุดยั้งพฤติกรรมไม่น่ารักของลูกได้ คุณก็ควรทบทวนความคิดอีกครั้ง เพราะโดยทั่วไปแล้ว การทำโทษลูกด้วยวิธีการตี หรือใช้กำลังนั้น จะทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมไม่ดีได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังความคิดว่า คนที่ตัวใหญ่กว่า สามารถใช้กำลังในการควบคุมคนที่อ่อนแอกว่าได้ ให้กับลูกด้วย ซึ่งไม่ใช่ทัศนคติที่ถูกต้องนัก
กฎทองของการลงโทษ
การลงโทษที่ได้ผลดีที่สุดคือการลงโทษที่ไม่พร่ำเพรื่อ หากคุณลงโทษลูกแล้ว แต่พฤติกรรมไม่ดีของลูกยังคงอยู่ นั่นก็แสดงว่าการลงโทษของคุณไม่ได้ผล และคุณควรหาวิธีอื่นๆ ต่อไป เด็กๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทำโทษลูกทุกครั้งที่เขาทำผิด เก็บการลงโทษไว้สำหรับความผิดพลาดที่หนักหนา ซึ่งคุณพร่ำสอน พร่ำบอกแต่ลูกไม่ทำตามดีกว่า คุณควรเข้าใจว่า อารมณ์กราดเกรี้ยวกับการลงโทษนั้น เป็นคนละเรื่องและไม่ควรนำมาปนกัน
หากคุณโกรธลูกมากๆ คุณอาจเดินออกจากบริเวณนั้นไปสักพัก เพื่อระงับสติอารมณ์ แต่ทั้งนี้ ไม่ควรนิ่งเฉยกับลูกโดยสิ้นเชิง เพราะลูกอาจเข้าใจว่าความรักและความสนใจของคุณที่มีต่อเขานั้นเป็นสิ่งที่มีเงื่อนไข คือจะเกิดขึ้นเมื่อลูกทำตัวดีๆ เท่านั้น รวมทั้งเจ้าตัวน้อยบางคนก็อาจจะรู้สึกดีที่คุณไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว โดยไม่ได้เข้าใจให้ถูกต้องว่าตนเองทำผิดอย่างไร ดังนั้นวิธีที่ดีคือ คุณควรบอกให้ลูกรู้ว่า คุณจะไปสงบสติอารมณ์ เพราะพฤติกรรมของลูกทำให้คุณรู้สึกแย่ และคุณจะกลับมาเพื่อหาทางแก้ไขพฤติกรรมนี้ร่วมกับเขาในที่สุด
ไม่ต้องตีก็ดีเหมือนกันนะ
แม้ว่าในบางครั้งคุณจำเป็นต้องตีเจ้าตัวเล็กบ้าง เพื่อให้ลูกหยุดโยเยและยอมฟัง แต่ทั้งนี้ การตีลูก อาจไม่ใช่วิธีการลงโทษที่ดีที่สุด คุณอาจทำโทษเจ้าตัวเล็กได้หลายทางนอกไปจากการตี ตวาด หรือขู่ให้ลูกกลัว ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีก็คือ การขอเวลานอกหรือ Time-Out นั่นเอง
ก่อนจะตีต้องมีสติ
เป็นที่ถกเถียงกันมานาน และยังหาบทสรุปไม่ได้ว่าการตีลูกนั้นสมควรหรือไม่ บ้างก็ว่าไม่จำเป็น พูดดี ๆ เจ้าตัวเล็กก็น่าจะเข้าใจแล้ว แต่ถ้าพูดดีๆ แล้วลูกไม่ฟังล่ะ พ่อแม่ก็อาจมีอารมณ์โมโหขึ้นมาได้เหมือนกัน ซึ่งในกรณีนี้ สุภาษิตที่ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี น่าจะใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น หากเพิ่มเติมอีกสักนิดว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี อย่างมีสติ เพราะหากคุณจะตีลูกสักครั้ง คุณก็ควรจะยั้งคิดก่อนว่า การตีนี้เพื่ออะไร การตีลูก ไม่ควรเป็นการระบายอารมณ์โกรธของคุณไปสู่ลูก เพราะนั่นจะเท่ากับว่าคุณกำลังทำร้ายร่างกายเจ้าตัวเล็ก หากคุณมีสติและใคร่ครวญแล้วว่าการตีเบาๆ ที่มือหรือที่แขนของลูกจะช่วยทำให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังอาละวาดหยุดและยอมฟังเหตุผลที่คุณจะพูด การตีแบบนี้ก็อาจจะเป็นการสมเหตุสมผลมากกว่า
อย่างไรก็ตาม หากคุณยึดมั่นว่าการตีเท่านั้นที่จะหยุดยั้งพฤติกรรมไม่น่ารักของลูกได้ คุณก็ควรทบทวนความคิดอีกครั้ง เพราะโดยทั่วไปแล้ว การทำโทษลูกด้วยวิธีการตี หรือใช้กำลังนั้น จะทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมไม่ดีได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังความคิดว่า คนที่ตัวใหญ่กว่า สามารถใช้กำลังในการควบคุมคนที่อ่อนแอกว่าได้ ให้กับลูกด้วย ซึ่งไม่ใช่ทัศนคติที่ถูกต้องนัก
กฎทองของการลงโทษ
การลงโทษที่ได้ผลดีที่สุดคือการลงโทษที่ไม่พร่ำเพรื่อ หากคุณลงโทษลูกแล้ว แต่พฤติกรรมไม่ดีของลูกยังคงอยู่ นั่นก็แสดงว่าการลงโทษของคุณไม่ได้ผล และคุณควรหาวิธีอื่นๆ ต่อไป เด็กๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทำโทษลูกทุกครั้งที่เขาทำผิด เก็บการลงโทษไว้สำหรับความผิดพลาดที่หนักหนา ซึ่งคุณพร่ำสอน พร่ำบอกแต่ลูกไม่ทำตามดีกว่า คุณควรเข้าใจว่า อารมณ์กราดเกรี้ยวกับการลงโทษนั้น เป็นคนละเรื่องและไม่ควรนำมาปนกัน
หากคุณโกรธลูกมากๆ คุณอาจเดินออกจากบริเวณนั้นไปสักพัก เพื่อระงับสติอารมณ์ แต่ทั้งนี้ ไม่ควรนิ่งเฉยกับลูกโดยสิ้นเชิง เพราะลูกอาจเข้าใจว่าความรักและความสนใจของคุณที่มีต่อเขานั้นเป็นสิ่งที่มีเงื่อนไข คือจะเกิดขึ้นเมื่อลูกทำตัวดีๆ เท่านั้น รวมทั้งเจ้าตัวน้อยบางคนก็อาจจะรู้สึกดีที่คุณไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว โดยไม่ได้เข้าใจให้ถูกต้องว่าตนเองทำผิดอย่างไร ดังนั้นวิธีที่ดีคือ คุณควรบอกให้ลูกรู้ว่า คุณจะไปสงบสติอารมณ์ เพราะพฤติกรรมของลูกทำให้คุณรู้สึกแย่ และคุณจะกลับมาเพื่อหาทางแก้ไขพฤติกรรมนี้ร่วมกับเขาในที่สุด
ไม่ต้องตีก็ดีเหมือนกันนะ
แม้ว่าในบางครั้งคุณจำเป็นต้องตีเจ้าตัวเล็กบ้าง เพื่อให้ลูกหยุดโยเยและยอมฟัง แต่ทั้งนี้ การตีลูก อาจไม่ใช่วิธีการลงโทษที่ดีที่สุด คุณอาจทำโทษเจ้าตัวเล็กได้หลายทางนอกไปจากการตี ตวาด หรือขู่ให้ลูกกลัว ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีก็คือ การขอเวลานอกหรือ Time-Out นั่นเอง
| How to Time-Out | |||
| ตั้งเกณฑ์ให้แน่นอน ตัดสินใจว่าเมื่อไรที่คุณจะใช้กฎ Time-Out กับลูก เช่น เมื่อลูกเริ่มอาละวาดทำร้ายคนอื่น หรือเมื่อลูกตวาด พูดคำหยาบ เป็นต้น และควรหาบริเวณที่เหมาะสมต่อการทำโทษนี้ ซึ่งควรเป็นที่ที่ปราศจากของเล่น โทรทัศน์ และเด็กๆ วัยเดียวกัน สำหรับหนูน้อยวัยเรียน การให้นั่งที่บันไดขั้นล่างสุด หรือมุมห้องเงียบๆ ดูจะเหมาะสมที่สุด | เตือนล่วงหน้า คุณควรเตือนลูกก่อนเสมอ เมื่อเห็นว่าลูกเริ่มมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพื่อให้โอกาสลูกหยุดพฤติกรรมนั้นๆ ด้วยการอธิบายสั้นๆ ว่าเขาทำผิดอย่างไร และทำไมสิ่งที่ลูกทำจึงเป็นสิ่งที่คุณยอมรับไม่ได้ และหากเขาไม่หยุด ก็ถึงเวลาต้องใช้กฎ Time-Out | ยืดหยุ่นกับระยะเวลา ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็กแนะนำว่า ระยะเวลาการ Time-Out ควรเท่ากับอายุของลูก เช่นเด็ก 6 ขวบ ก็ควรใช้กฏ Time-Out 6 นาที อย่างไรก็ตาม หากลูกดูสงบและยอมขอโทษภายใน 2 นาทีที่โดนทำโทษ คุณก็ควรหยุดกฏ Time-Out ได้ | ซ้ำเติม หลังจากเจ้าตัวเล็กยอมขอโทษ อย่าพูดซ้ำเติมสิ่งที่ลูกทำพลาด เช่น แม่ไม่ชอบที่ลูกโยนลูกบอลใส่น้อง คุณควรเปลี่ยนเป็น ลูกอารมณ์ดีที่จะเล่นกับน้องแล้วใช่ไหม เราไปเล่นกันเถอะ จะดีกว่า |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)