สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้
เมื่อพูดถึงเรื่องการดูแลเจ้าตัวน้อยแล้ว คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ไม่เพียงแต่เรื่องของใช้ส่วนตัวหรืออาหารการกินเท่านั้น การเลือกสำลีทำความสะอาดผิวให้กับลูกน้อยก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน
หลังจากอาบน้ำ ทาโลชั่นให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ อย่างการเช็ดใบหน้าของลูก
ควรเลือกใช้สำลีก้อนที่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึมซับน้ำได้ดี ส่วนหัวตาและหู ควรเลือกใช้เป็นสำลีก้านชนิดเล็กที่สามารถซอกซอนทำความสะอาดได้ดีกว่า ที่สำคัญต้องเลือกสำลีที่สะอาด ปราศจากสารเรืองแสงและไม่มีสารตกค้างเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวที่บอบบางของลูกน้อยเกิดการระคายเคืองและแพ้ได้
การเลือกสำลีให้กับเจ้าตัวน้อยก็มีหลักง่ายๆ ดังนี้ สำลีก้าน ต้องมีตัวก้านแข็งแรง ไม่อ่อนหักง่าย ให้สัมผัสนุ่มต่อผิวบอบบาง ซึบซับน้ำได้ดี ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน ปราศจากสารเรืองแสง ไม่ทิ้งสารตกค้าง
เมื่อรู้วิธีเลือกสำลีกันแล้วก็มาถึงขั้นตอนทำความสะอาดลูกน้อยเสียที อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้ อ่างน้ำอุ่น สำลี สบู่เด็ก ฟองน้ำชนิดนิ่ม หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก แป้งเด็ก ผ้าเช็ดตัว และชุดเด็กที่สะอาด
1. เริ่มด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นบีบพอหมาด เช็ดจากหัวตาไปหางตาทีละข้าง
2. จากนั้นเช็ดหูทีละข้างด้วยสำลีก้อนใหม่
3. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดที่หน้า ใต้คาง รอยพับรอบคอ รักแร้ คลายนิ้วลูกออกทำความสะอาดที่มือ และซอกนิ้ว ลำตัว หลัง
4. สุดท้ายทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและก้น ด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นผสมสบู่เหลวอ่อนๆ สำหรับลูกสาวให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ
ส่วนลูกชายให้รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาด จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำเช็ดน้ำสบู่ออก แล้วใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้งสนิท จึงใช้แป้งฝุ่นลูบตัวเด็ก พร้อมสวมเสื้อผ้าชุดเด็กใหม่ที่สะอาด
สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้
สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้
เมื่อพูดถึงเรื่องการดูแลเจ้าตัวน้อยแล้ว คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ไม่เพียงแต่เรื่องของใช้ส่วนตัวหรืออาหารการกินเท่านั้น การเลือกสำลีทำความสะอาดผิวให้กับลูกน้อยก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน
หลังจากอาบน้ำ ทาโลชั่นให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ อย่างการเช็ดใบหน้าของลูก
ควรเลือกใช้สำลีก้อนที่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึมซับน้ำได้ดี ส่วนหัวตาและหู ควรเลือกใช้เป็นสำลีก้านชนิดเล็กที่สามารถซอกซอนทำความสะอาดได้ดีกว่า ที่สำคัญต้องเลือกสำลีที่สะอาด ปราศจากสารเรืองแสงและไม่มีสารตกค้างเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวที่บอบบางของลูกน้อยเกิดการระคายเคืองและแพ้ได้
การเลือกสำลีให้กับเจ้าตัวน้อยก็มีหลักง่ายๆ ดังนี้ สำลีก้าน ต้องมีตัวก้านแข็งแรง ไม่อ่อนหักง่าย ให้สัมผัสนุ่มต่อผิวบอบบาง ซึบซับน้ำได้ดี ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน ปราศจากสารเรืองแสง ไม่ทิ้งสารตกค้าง
เมื่อรู้วิธีเลือกสำลีกันแล้วก็มาถึงขั้นตอนทำความสะอาดลูกน้อยเสียที อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้ อ่างน้ำอุ่น สำลี สบู่เด็ก ฟองน้ำชนิดนิ่ม หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก แป้งเด็ก ผ้าเช็ดตัว และชุดเด็กที่สะอาด
1. เริ่มด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นบีบพอหมาด เช็ดจากหัวตาไปหางตาทีละข้าง
2. จากนั้นเช็ดหูทีละข้างด้วยสำลีก้อนใหม่
3. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดที่หน้า ใต้คาง รอยพับรอบคอ รักแร้ คลายนิ้วลูกออกทำความสะอาดที่มือ และซอกนิ้ว ลำตัว หลัง
4. สุดท้ายทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและก้น ด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นผสมสบู่เหลวอ่อนๆ สำหรับลูกสาวให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ
ส่วนลูกชายให้รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาด จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำเช็ดน้ำสบู่ออก แล้วใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้งสนิท จึงใช้แป้งฝุ่นลูบตัวเด็ก พร้อมสวมเสื้อผ้าชุดเด็กใหม่ที่สะอาด
เมื่อพูดถึงเรื่องการดูแลเจ้าตัวน้อยแล้ว คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ไม่เพียงแต่เรื่องของใช้ส่วนตัวหรืออาหารการกินเท่านั้น การเลือกสำลีทำความสะอาดผิวให้กับลูกน้อยก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน
หลังจากอาบน้ำ ทาโลชั่นให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ อย่างการเช็ดใบหน้าของลูก
ควรเลือกใช้สำลีก้อนที่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึมซับน้ำได้ดี ส่วนหัวตาและหู ควรเลือกใช้เป็นสำลีก้านชนิดเล็กที่สามารถซอกซอนทำความสะอาดได้ดีกว่า ที่สำคัญต้องเลือกสำลีที่สะอาด ปราศจากสารเรืองแสงและไม่มีสารตกค้างเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวที่บอบบางของลูกน้อยเกิดการระคายเคืองและแพ้ได้
การเลือกสำลีให้กับเจ้าตัวน้อยก็มีหลักง่ายๆ ดังนี้ สำลีก้าน ต้องมีตัวก้านแข็งแรง ไม่อ่อนหักง่าย ให้สัมผัสนุ่มต่อผิวบอบบาง ซึบซับน้ำได้ดี ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน ปราศจากสารเรืองแสง ไม่ทิ้งสารตกค้าง
เมื่อรู้วิธีเลือกสำลีกันแล้วก็มาถึงขั้นตอนทำความสะอาดลูกน้อยเสียที อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้ อ่างน้ำอุ่น สำลี สบู่เด็ก ฟองน้ำชนิดนิ่ม หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก แป้งเด็ก ผ้าเช็ดตัว และชุดเด็กที่สะอาด
1. เริ่มด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นบีบพอหมาด เช็ดจากหัวตาไปหางตาทีละข้าง
2. จากนั้นเช็ดหูทีละข้างด้วยสำลีก้อนใหม่
3. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดที่หน้า ใต้คาง รอยพับรอบคอ รักแร้ คลายนิ้วลูกออกทำความสะอาดที่มือ และซอกนิ้ว ลำตัว หลัง
4. สุดท้ายทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและก้น ด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นผสมสบู่เหลวอ่อนๆ สำหรับลูกสาวให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ
ส่วนลูกชายให้รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาด จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำเช็ดน้ำสบู่ออก แล้วใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้งสนิท จึงใช้แป้งฝุ่นลูบตัวเด็ก พร้อมสวมเสื้อผ้าชุดเด็กใหม่ที่สะอาด
Slow Life ใช้ชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์
Slow Life คืออะไร ทำไมต้องช้าแล้วจะตามโลกทันหรือไม่ เมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้หลายคนคงมีความสงสัยกันไปต่างๆ นานา ช้าแล้วดีอย่างไร มาหาคำตอบกัน
แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ เริ่มต้นจากการประท้วงการเปิดตัวของแมคโดนัลด์ในบริเวณบันได สเปน Piazza di Spagna ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งผู้ประท้วงได้เริ่มก่อตั้งองค์กร Slow Food ขึ้น เช่นเดียวกันในหลายๆ พื้นที่ที่เริ่มมีการรณรงค์ให้มีการใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็น Slow Travel, Slow Shopping เป็นต้น งานวิจัยของศาตราจารย์ Guttorm Flistad เรื่อง Challenges studies in the philosophy of slowness ระบุถึงหัวใจของการใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าว่า
สิ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอนก็คือ ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนไป และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน หากเราต้องการที่จะตามความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ทัน เราก็ต้องทำทุกอย่างในชีวิตให้เร็วขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อและกระทำอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็น่าจะดีไม่น้อยหากเราจะเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเราไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ ต้องการความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และความรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็จากการใช้เวลาจนก่อเกิดเป็นความผูกพันระหว่างมนุษย์เท่านั้น และการที่เราจะสามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบๆ ตัวเราได้ ก็น่าจะมาจากการค้นพบวิธีการให้เวลากับชีวิตให้มากขึ้นนั่นเอง
เราหลายๆ คนอาจจะคุ้นชินกับความเร่งรีบ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และเมื่อสิ้นแสงสุดท้ายของวัน เราต่างก็พบว่าตัวเองเหนื่อยล้าเกินไป เกินกว่าที่จะตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเวลาว่างอันน้อยนิด เหนื่อยเกินไปที่จะเล่นกับลูก เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านเล่านิทานให้ลูกฟังถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะให้เวลากับชีวิตให้มากกว่านี้กันดีกว่า
Learn to Slow Down
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่คุ้นเคย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากแต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองหาเวลาทำสิ่งเหล่านี้ดู แล้วคุณอาจรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ
นั่งริมหน้าต่าง แล้วใช้เวลาจิบชาสักแก้ว โดยไม่ต้องเร่งรีบ ชื่นชมสิ่งที่คุณเห็นผ่านหน้าต่างบ้าน
ใช้เวลาดูแลตัวเองนานขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะอาบน้ำ สระผม ทาครีม หรือถ้ามีเวลามากหน่อยไปเข้าสปา นวดผ่อนคลาย ก็สบายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
ตระหนักอยู่เสมอว่าการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่จะยิ่งทำให้คุณวุ่นวายยิ่งขึ้นมากกว่า
หากต้องตอบคำถามใครสักคน หรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง อย่าปล่อยให้ใครหรือสิ่งใดมาเร่งรัดคุณ คุณควรค่อยๆ ใช้เวลาในการคิดให้ดีก่อนตอบหรือก่อนตัดสินใจเสมอ
หากเป็นไปได้หาเวลานอนกลางวันบ้าง หรือจะให้ดีเมื่อตื่นแล้ว ลองนอนต่ออีกสัก 1 ชั่วโมงในวันหยุดที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
หลายๆ คนก็คงทราบดีว่าการใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ต้องใช้พลังงานมากเพียงไร และก็คงเป็นการยากที่เราจะให้เวลามากขึ้นกับสังคมที่มีความเร่งรีบในทุกๆ เรื่อง ทั้งอาหารการกิน การท่องเที่ยว การพูดคุย ทุกอย่างล้วนกระทำในเวลาจำกัด และเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็อาจเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แม้สักอย่างเดียว และนี่เองจึงเป็นที่มาของ The World Institute of Slowness และองค์กรปราศจากผลกำไรทั่วโลก (Non Profit Organization) ที่ทำงานเกี่ยวกับการสนับสนุนการให้เวลากับชีวิต โดยอาจแบ่งได้เป็นหัวข้อต่างๆ คือ
Slow Food การให้ความสำคัญกับอาหารประจำท้องถิ่น การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ อย่างเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ความรู้สึกรื่นรมย์ในการเตรียมอาหาร ความสุขในการกินอาหารพร้อมหน้าเพื่อนฝูง และครอบครัว นอกไปจากนี้เด็กๆ ยังได้สิ่งดีๆ ที่จะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆ ของอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งเป็นการพัฒนาประสาทสัมผัสของเด็กๆ ด้วย
Slow Travel การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยก็เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งศึกษาให้เข้าใจวัฒธรรมของที่นั้นๆ ด้วย
Slow Book การอ่านเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตช้าลงได้อย่างมีความสุข ทุกวันนี้เมื่อเรามีเวลาว่างเรามักจะใช้เวลาหมดไปกับการดูทีวี โดยหลงลืมไปว่าความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง และหลุดไปในโลกแห่งตัวอักษรนั้น เป็นอีกหนึ่งความสงบที่เราน่าจะมอบให้กับชีวิต นอกไปจากนี้การอ่านหนังสือยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสนุก เสียงหัวเราะ ความรู้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต
Slow School หรือ Slow Education การเชื่อมโยงระหว่างความรู้ วัฒนธรรม ศีลธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในปัจจุบัน ที่มักจะกันพ่อแม่และครอบครัวให้ห่างจากการเรียนรู้ของเด็กๆ และเน้นที่ผลการเรียน คะแนนสูงๆ เกรดสวยๆ เป็นหลัก
5 Steps to give your brain a break
1.ให้เวลาตัวเอง 10 นาที ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ก่อนเริ่มลงมือทำงานอะไรก็ตาม เพื่อให้สมองได้เตรียมรับมือกับการงานที่จะตามมาในแต่ละวัน
2. พักกลางวัน บางคนทำงานเพลินเสียจนละเลยช่วงเวลาพักกลางวัน คุณควรใช้เวลาพักกลางวันอย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกวัน เดินออกไปนอกออฟฟิต สูดอากาศ เหมือนกับเป็นการพักยกให้สมอง
3. หากคุณต้องทำงานที่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ แต่ละวันควรหาเวลาสงบอย่างน้อย 10 นาที แวะพักอ่านหนังสือ ชมวิวทิวทัศน์ หยุดคิดเรื่องงานอย่างน้อยสักพักหนึ่ง คงไม่ทำให้เสียเวลามากเกินไปนัก
4. ทำงานให้เสร็จทีละอย่าง จด To DO List ทุกๆ เช้า กรณีที่มีงานเร่งหลายๆ สิ่ง ควรจัดลำดับความสำคัญให้ดี หากเป็นไปได้อาจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ขอให้พี่เลี้ยงช่วยดูลูก ขณะที่คุณต้องทำงาน เป็นต้น
5. หากรู้สึกว่าสิ่งที่คุณต้องทำมี มากเกินไป จนไม่รู้จะรับมืออย่างไรไหว ลองหยุดพักสักครู่ หันไปหากิจกรรมที่ผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง เดินเล่น ให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยกลับมาเรียงลำดับงาน และเริ่มทำงานอีกครั้งอย่างใจเย็น หรือมอบหมายให้คนอื่นทำได้ ก็น่าจะลองแจกจ่ายงานให้คนอื่นๆ ช่วยรับผิดชอบไปบ้าง
แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ เริ่มต้นจากการประท้วงการเปิดตัวของแมคโดนัลด์ในบริเวณบันได สเปน Piazza di Spagna ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งผู้ประท้วงได้เริ่มก่อตั้งองค์กร Slow Food ขึ้น เช่นเดียวกันในหลายๆ พื้นที่ที่เริ่มมีการรณรงค์ให้มีการใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็น Slow Travel, Slow Shopping เป็นต้น งานวิจัยของศาตราจารย์ Guttorm Flistad เรื่อง Challenges studies in the philosophy of slowness ระบุถึงหัวใจของการใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าว่า
สิ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอนก็คือ ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนไป และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน หากเราต้องการที่จะตามความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ทัน เราก็ต้องทำทุกอย่างในชีวิตให้เร็วขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อและกระทำอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็น่าจะดีไม่น้อยหากเราจะเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเราไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ ต้องการความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และความรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็จากการใช้เวลาจนก่อเกิดเป็นความผูกพันระหว่างมนุษย์เท่านั้น และการที่เราจะสามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบๆ ตัวเราได้ ก็น่าจะมาจากการค้นพบวิธีการให้เวลากับชีวิตให้มากขึ้นนั่นเอง
เราหลายๆ คนอาจจะคุ้นชินกับความเร่งรีบ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และเมื่อสิ้นแสงสุดท้ายของวัน เราต่างก็พบว่าตัวเองเหนื่อยล้าเกินไป เกินกว่าที่จะตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเวลาว่างอันน้อยนิด เหนื่อยเกินไปที่จะเล่นกับลูก เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านเล่านิทานให้ลูกฟังถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะให้เวลากับชีวิตให้มากกว่านี้กันดีกว่า
Learn to Slow Down
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่คุ้นเคย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากแต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองหาเวลาทำสิ่งเหล่านี้ดู แล้วคุณอาจรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ
นั่งริมหน้าต่าง แล้วใช้เวลาจิบชาสักแก้ว โดยไม่ต้องเร่งรีบ ชื่นชมสิ่งที่คุณเห็นผ่านหน้าต่างบ้าน
ใช้เวลาดูแลตัวเองนานขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะอาบน้ำ สระผม ทาครีม หรือถ้ามีเวลามากหน่อยไปเข้าสปา นวดผ่อนคลาย ก็สบายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
ตระหนักอยู่เสมอว่าการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่จะยิ่งทำให้คุณวุ่นวายยิ่งขึ้นมากกว่า
หากต้องตอบคำถามใครสักคน หรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง อย่าปล่อยให้ใครหรือสิ่งใดมาเร่งรัดคุณ คุณควรค่อยๆ ใช้เวลาในการคิดให้ดีก่อนตอบหรือก่อนตัดสินใจเสมอ
หากเป็นไปได้หาเวลานอนกลางวันบ้าง หรือจะให้ดีเมื่อตื่นแล้ว ลองนอนต่ออีกสัก 1 ชั่วโมงในวันหยุดที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
หลายๆ คนก็คงทราบดีว่าการใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ต้องใช้พลังงานมากเพียงไร และก็คงเป็นการยากที่เราจะให้เวลามากขึ้นกับสังคมที่มีความเร่งรีบในทุกๆ เรื่อง ทั้งอาหารการกิน การท่องเที่ยว การพูดคุย ทุกอย่างล้วนกระทำในเวลาจำกัด และเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็อาจเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แม้สักอย่างเดียว และนี่เองจึงเป็นที่มาของ The World Institute of Slowness และองค์กรปราศจากผลกำไรทั่วโลก (Non Profit Organization) ที่ทำงานเกี่ยวกับการสนับสนุนการให้เวลากับชีวิต โดยอาจแบ่งได้เป็นหัวข้อต่างๆ คือ
Slow Food การให้ความสำคัญกับอาหารประจำท้องถิ่น การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ อย่างเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ความรู้สึกรื่นรมย์ในการเตรียมอาหาร ความสุขในการกินอาหารพร้อมหน้าเพื่อนฝูง และครอบครัว นอกไปจากนี้เด็กๆ ยังได้สิ่งดีๆ ที่จะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆ ของอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งเป็นการพัฒนาประสาทสัมผัสของเด็กๆ ด้วย
Slow Travel การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยก็เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งศึกษาให้เข้าใจวัฒธรรมของที่นั้นๆ ด้วย
Slow Book การอ่านเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตช้าลงได้อย่างมีความสุข ทุกวันนี้เมื่อเรามีเวลาว่างเรามักจะใช้เวลาหมดไปกับการดูทีวี โดยหลงลืมไปว่าความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง และหลุดไปในโลกแห่งตัวอักษรนั้น เป็นอีกหนึ่งความสงบที่เราน่าจะมอบให้กับชีวิต นอกไปจากนี้การอ่านหนังสือยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสนุก เสียงหัวเราะ ความรู้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต
Slow School หรือ Slow Education การเชื่อมโยงระหว่างความรู้ วัฒนธรรม ศีลธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในปัจจุบัน ที่มักจะกันพ่อแม่และครอบครัวให้ห่างจากการเรียนรู้ของเด็กๆ และเน้นที่ผลการเรียน คะแนนสูงๆ เกรดสวยๆ เป็นหลัก
5 Steps to give your brain a break
1.ให้เวลาตัวเอง 10 นาที ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ก่อนเริ่มลงมือทำงานอะไรก็ตาม เพื่อให้สมองได้เตรียมรับมือกับการงานที่จะตามมาในแต่ละวัน
2. พักกลางวัน บางคนทำงานเพลินเสียจนละเลยช่วงเวลาพักกลางวัน คุณควรใช้เวลาพักกลางวันอย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกวัน เดินออกไปนอกออฟฟิต สูดอากาศ เหมือนกับเป็นการพักยกให้สมอง
3. หากคุณต้องทำงานที่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ แต่ละวันควรหาเวลาสงบอย่างน้อย 10 นาที แวะพักอ่านหนังสือ ชมวิวทิวทัศน์ หยุดคิดเรื่องงานอย่างน้อยสักพักหนึ่ง คงไม่ทำให้เสียเวลามากเกินไปนัก
4. ทำงานให้เสร็จทีละอย่าง จด To DO List ทุกๆ เช้า กรณีที่มีงานเร่งหลายๆ สิ่ง ควรจัดลำดับความสำคัญให้ดี หากเป็นไปได้อาจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ขอให้พี่เลี้ยงช่วยดูลูก ขณะที่คุณต้องทำงาน เป็นต้น
5. หากรู้สึกว่าสิ่งที่คุณต้องทำมี มากเกินไป จนไม่รู้จะรับมืออย่างไรไหว ลองหยุดพักสักครู่ หันไปหากิจกรรมที่ผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง เดินเล่น ให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยกลับมาเรียงลำดับงาน และเริ่มทำงานอีกครั้งอย่างใจเย็น หรือมอบหมายให้คนอื่นทำได้ ก็น่าจะลองแจกจ่ายงานให้คนอื่นๆ ช่วยรับผิดชอบไปบ้าง
Slow Life ใช้ชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์
Slow Life คืออะไร ทำไมต้องช้าแล้วจะตามโลกทันหรือไม่ เมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้หลายคนคงมีความสงสัยกันไปต่างๆ นานา ช้าแล้วดีอย่างไร มาหาคำตอบกัน
แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ เริ่มต้นจากการประท้วงการเปิดตัวของแมคโดนัลด์ในบริเวณบันได สเปน Piazza di Spagna ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งผู้ประท้วงได้เริ่มก่อตั้งองค์กร Slow Food ขึ้น เช่นเดียวกันในหลายๆ พื้นที่ที่เริ่มมีการรณรงค์ให้มีการใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็น Slow Travel, Slow Shopping เป็นต้น งานวิจัยของศาตราจารย์ Guttorm Flistad เรื่อง Challenges studies in the philosophy of slowness ระบุถึงหัวใจของการใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าว่า
สิ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอนก็คือ ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนไป และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน หากเราต้องการที่จะตามความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ทัน เราก็ต้องทำทุกอย่างในชีวิตให้เร็วขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อและกระทำอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็น่าจะดีไม่น้อยหากเราจะเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเราไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ ต้องการความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และความรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็จากการใช้เวลาจนก่อเกิดเป็นความผูกพันระหว่างมนุษย์เท่านั้น และการที่เราจะสามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบๆ ตัวเราได้ ก็น่าจะมาจากการค้นพบวิธีการให้เวลากับชีวิตให้มากขึ้นนั่นเอง
เราหลายๆ คนอาจจะคุ้นชินกับความเร่งรีบ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และเมื่อสิ้นแสงสุดท้ายของวัน เราต่างก็พบว่าตัวเองเหนื่อยล้าเกินไป เกินกว่าที่จะตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเวลาว่างอันน้อยนิด เหนื่อยเกินไปที่จะเล่นกับลูก เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านเล่านิทานให้ลูกฟังถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะให้เวลากับชีวิตให้มากกว่านี้กันดีกว่า
Learn to Slow Down
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่คุ้นเคย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากแต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองหาเวลาทำสิ่งเหล่านี้ดู แล้วคุณอาจรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ
นั่งริมหน้าต่าง แล้วใช้เวลาจิบชาสักแก้ว โดยไม่ต้องเร่งรีบ ชื่นชมสิ่งที่คุณเห็นผ่านหน้าต่างบ้าน
ใช้เวลาดูแลตัวเองนานขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะอาบน้ำ สระผม ทาครีม หรือถ้ามีเวลามากหน่อยไปเข้าสปา นวดผ่อนคลาย ก็สบายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
ตระหนักอยู่เสมอว่าการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่จะยิ่งทำให้คุณวุ่นวายยิ่งขึ้นมากกว่า
หากต้องตอบคำถามใครสักคน หรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง อย่าปล่อยให้ใครหรือสิ่งใดมาเร่งรัดคุณ คุณควรค่อยๆ ใช้เวลาในการคิดให้ดีก่อนตอบหรือก่อนตัดสินใจเสมอ
หากเป็นไปได้หาเวลานอนกลางวันบ้าง หรือจะให้ดีเมื่อตื่นแล้ว ลองนอนต่ออีกสัก 1 ชั่วโมงในวันหยุดที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
หลายๆ คนก็คงทราบดีว่าการใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ต้องใช้พลังงานมากเพียงไร และก็คงเป็นการยากที่เราจะให้เวลามากขึ้นกับสังคมที่มีความเร่งรีบในทุกๆ เรื่อง ทั้งอาหารการกิน การท่องเที่ยว การพูดคุย ทุกอย่างล้วนกระทำในเวลาจำกัด และเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็อาจเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แม้สักอย่างเดียว และนี่เองจึงเป็นที่มาของ The World Institute of Slowness และองค์กรปราศจากผลกำไรทั่วโลก (Non Profit Organization) ที่ทำงานเกี่ยวกับการสนับสนุนการให้เวลากับชีวิต โดยอาจแบ่งได้เป็นหัวข้อต่างๆ คือ
Slow Food การให้ความสำคัญกับอาหารประจำท้องถิ่น การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ อย่างเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ความรู้สึกรื่นรมย์ในการเตรียมอาหาร ความสุขในการกินอาหารพร้อมหน้าเพื่อนฝูง และครอบครัว นอกไปจากนี้เด็กๆ ยังได้สิ่งดีๆ ที่จะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆ ของอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งเป็นการพัฒนาประสาทสัมผัสของเด็กๆ ด้วย
Slow Travel การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยก็เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งศึกษาให้เข้าใจวัฒธรรมของที่นั้นๆ ด้วย
Slow Book การอ่านเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตช้าลงได้อย่างมีความสุข ทุกวันนี้เมื่อเรามีเวลาว่างเรามักจะใช้เวลาหมดไปกับการดูทีวี โดยหลงลืมไปว่าความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง และหลุดไปในโลกแห่งตัวอักษรนั้น เป็นอีกหนึ่งความสงบที่เราน่าจะมอบให้กับชีวิต นอกไปจากนี้การอ่านหนังสือยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสนุก เสียงหัวเราะ ความรู้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต
Slow School หรือ Slow Education การเชื่อมโยงระหว่างความรู้ วัฒนธรรม ศีลธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในปัจจุบัน ที่มักจะกันพ่อแม่และครอบครัวให้ห่างจากการเรียนรู้ของเด็กๆ และเน้นที่ผลการเรียน คะแนนสูงๆ เกรดสวยๆ เป็นหลัก
5 Steps to give your brain a break
1.ให้เวลาตัวเอง 10 นาที ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ก่อนเริ่มลงมือทำงานอะไรก็ตาม เพื่อให้สมองได้เตรียมรับมือกับการงานที่จะตามมาในแต่ละวัน
2. พักกลางวัน บางคนทำงานเพลินเสียจนละเลยช่วงเวลาพักกลางวัน คุณควรใช้เวลาพักกลางวันอย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกวัน เดินออกไปนอกออฟฟิต สูดอากาศ เหมือนกับเป็นการพักยกให้สมอง
3. หากคุณต้องทำงานที่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ แต่ละวันควรหาเวลาสงบอย่างน้อย 10 นาที แวะพักอ่านหนังสือ ชมวิวทิวทัศน์ หยุดคิดเรื่องงานอย่างน้อยสักพักหนึ่ง คงไม่ทำให้เสียเวลามากเกินไปนัก
4. ทำงานให้เสร็จทีละอย่าง จด To DO List ทุกๆ เช้า กรณีที่มีงานเร่งหลายๆ สิ่ง ควรจัดลำดับความสำคัญให้ดี หากเป็นไปได้อาจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ขอให้พี่เลี้ยงช่วยดูลูก ขณะที่คุณต้องทำงาน เป็นต้น
5. หากรู้สึกว่าสิ่งที่คุณต้องทำมี มากเกินไป จนไม่รู้จะรับมืออย่างไรไหว ลองหยุดพักสักครู่ หันไปหากิจกรรมที่ผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง เดินเล่น ให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยกลับมาเรียงลำดับงาน และเริ่มทำงานอีกครั้งอย่างใจเย็น หรือมอบหมายให้คนอื่นทำได้ ก็น่าจะลองแจกจ่ายงานให้คนอื่นๆ ช่วยรับผิดชอบไปบ้าง
แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ เริ่มต้นจากการประท้วงการเปิดตัวของแมคโดนัลด์ในบริเวณบันได สเปน Piazza di Spagna ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งผู้ประท้วงได้เริ่มก่อตั้งองค์กร Slow Food ขึ้น เช่นเดียวกันในหลายๆ พื้นที่ที่เริ่มมีการรณรงค์ให้มีการใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็น Slow Travel, Slow Shopping เป็นต้น งานวิจัยของศาตราจารย์ Guttorm Flistad เรื่อง Challenges studies in the philosophy of slowness ระบุถึงหัวใจของการใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าว่า
สิ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอนก็คือ ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนไป และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน หากเราต้องการที่จะตามความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ทัน เราก็ต้องทำทุกอย่างในชีวิตให้เร็วขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อและกระทำอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็น่าจะดีไม่น้อยหากเราจะเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเราไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ ต้องการความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และความรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็จากการใช้เวลาจนก่อเกิดเป็นความผูกพันระหว่างมนุษย์เท่านั้น และการที่เราจะสามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบๆ ตัวเราได้ ก็น่าจะมาจากการค้นพบวิธีการให้เวลากับชีวิตให้มากขึ้นนั่นเอง
เราหลายๆ คนอาจจะคุ้นชินกับความเร่งรีบ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และเมื่อสิ้นแสงสุดท้ายของวัน เราต่างก็พบว่าตัวเองเหนื่อยล้าเกินไป เกินกว่าที่จะตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเวลาว่างอันน้อยนิด เหนื่อยเกินไปที่จะเล่นกับลูก เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านเล่านิทานให้ลูกฟังถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะให้เวลากับชีวิตให้มากกว่านี้กันดีกว่า
Learn to Slow Down
การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่คุ้นเคย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากแต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองหาเวลาทำสิ่งเหล่านี้ดู แล้วคุณอาจรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ
นั่งริมหน้าต่าง แล้วใช้เวลาจิบชาสักแก้ว โดยไม่ต้องเร่งรีบ ชื่นชมสิ่งที่คุณเห็นผ่านหน้าต่างบ้าน
ใช้เวลาดูแลตัวเองนานขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะอาบน้ำ สระผม ทาครีม หรือถ้ามีเวลามากหน่อยไปเข้าสปา นวดผ่อนคลาย ก็สบายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
ตระหนักอยู่เสมอว่าการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่จะยิ่งทำให้คุณวุ่นวายยิ่งขึ้นมากกว่า
หากต้องตอบคำถามใครสักคน หรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง อย่าปล่อยให้ใครหรือสิ่งใดมาเร่งรัดคุณ คุณควรค่อยๆ ใช้เวลาในการคิดให้ดีก่อนตอบหรือก่อนตัดสินใจเสมอ
หากเป็นไปได้หาเวลานอนกลางวันบ้าง หรือจะให้ดีเมื่อตื่นแล้ว ลองนอนต่ออีกสัก 1 ชั่วโมงในวันหยุดที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
หลายๆ คนก็คงทราบดีว่าการใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ต้องใช้พลังงานมากเพียงไร และก็คงเป็นการยากที่เราจะให้เวลามากขึ้นกับสังคมที่มีความเร่งรีบในทุกๆ เรื่อง ทั้งอาหารการกิน การท่องเที่ยว การพูดคุย ทุกอย่างล้วนกระทำในเวลาจำกัด และเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็อาจเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แม้สักอย่างเดียว และนี่เองจึงเป็นที่มาของ The World Institute of Slowness และองค์กรปราศจากผลกำไรทั่วโลก (Non Profit Organization) ที่ทำงานเกี่ยวกับการสนับสนุนการให้เวลากับชีวิต โดยอาจแบ่งได้เป็นหัวข้อต่างๆ คือ
Slow Food การให้ความสำคัญกับอาหารประจำท้องถิ่น การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ อย่างเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ความรู้สึกรื่นรมย์ในการเตรียมอาหาร ความสุขในการกินอาหารพร้อมหน้าเพื่อนฝูง และครอบครัว นอกไปจากนี้เด็กๆ ยังได้สิ่งดีๆ ที่จะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆ ของอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งเป็นการพัฒนาประสาทสัมผัสของเด็กๆ ด้วย
Slow Travel การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยก็เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งศึกษาให้เข้าใจวัฒธรรมของที่นั้นๆ ด้วย
Slow Book การอ่านเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตช้าลงได้อย่างมีความสุข ทุกวันนี้เมื่อเรามีเวลาว่างเรามักจะใช้เวลาหมดไปกับการดูทีวี โดยหลงลืมไปว่าความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง และหลุดไปในโลกแห่งตัวอักษรนั้น เป็นอีกหนึ่งความสงบที่เราน่าจะมอบให้กับชีวิต นอกไปจากนี้การอ่านหนังสือยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสนุก เสียงหัวเราะ ความรู้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต
Slow School หรือ Slow Education การเชื่อมโยงระหว่างความรู้ วัฒนธรรม ศีลธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในปัจจุบัน ที่มักจะกันพ่อแม่และครอบครัวให้ห่างจากการเรียนรู้ของเด็กๆ และเน้นที่ผลการเรียน คะแนนสูงๆ เกรดสวยๆ เป็นหลัก
5 Steps to give your brain a break
1.ให้เวลาตัวเอง 10 นาที ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ก่อนเริ่มลงมือทำงานอะไรก็ตาม เพื่อให้สมองได้เตรียมรับมือกับการงานที่จะตามมาในแต่ละวัน
2. พักกลางวัน บางคนทำงานเพลินเสียจนละเลยช่วงเวลาพักกลางวัน คุณควรใช้เวลาพักกลางวันอย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกวัน เดินออกไปนอกออฟฟิต สูดอากาศ เหมือนกับเป็นการพักยกให้สมอง
3. หากคุณต้องทำงานที่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ แต่ละวันควรหาเวลาสงบอย่างน้อย 10 นาที แวะพักอ่านหนังสือ ชมวิวทิวทัศน์ หยุดคิดเรื่องงานอย่างน้อยสักพักหนึ่ง คงไม่ทำให้เสียเวลามากเกินไปนัก
4. ทำงานให้เสร็จทีละอย่าง จด To DO List ทุกๆ เช้า กรณีที่มีงานเร่งหลายๆ สิ่ง ควรจัดลำดับความสำคัญให้ดี หากเป็นไปได้อาจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ขอให้พี่เลี้ยงช่วยดูลูก ขณะที่คุณต้องทำงาน เป็นต้น
5. หากรู้สึกว่าสิ่งที่คุณต้องทำมี มากเกินไป จนไม่รู้จะรับมืออย่างไรไหว ลองหยุดพักสักครู่ หันไปหากิจกรรมที่ผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง เดินเล่น ให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยกลับมาเรียงลำดับงาน และเริ่มทำงานอีกครั้งอย่างใจเย็น หรือมอบหมายให้คนอื่นทำได้ ก็น่าจะลองแจกจ่ายงานให้คนอื่นๆ ช่วยรับผิดชอบไปบ้าง
เลือกเสื้อผ้าเด็ก หน้าร้อน เสื้อผ้าเด็กน่ารัก
วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556
ลำตัวยาวควรเลือกใส่ "ทูพีซ" เพราะชุดว่ายน้ำแบบเต็มตัวจะทำให้รูปร่างคุณยาวขึ้นและไม่สมส่วน แต่ถ้าบางท่านที่ไม่กล้าสวมใส่ "ทูพีซ" ก็สามารถเลือกเป็น "ทูพีซกึ่งสปอร์ต" ได้เหมือนกันค่ะ
ลำตัวสั้น ควรเลือกใส่ "วันพีซ" เพื่ออำพรางลำตัวให้ดูยาวขึ้น
ป้ายกำกับ:
เสื้อผ้าเด็ก,
เสื้อผ้าเด็กน่ารัก,
เสื้อผ้าเด็กราคาถูก,
เสื้อผ้าเด็กอ่อน
เลือกเสื้อผ้าเด็ก หน้าร้อน
เป็นที่รู้และเข้าใจอยู่แล้วว่าหน้าร้อนของคนไทยเรา มันไม่ได้ร้อนอย่างที่คนปกติจะทนได้ ... ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกเสื้อผ้าเด็กในหน้าร้อนก็คือการเลือกแบบเสื้อที่เรียบง่าย
เสื้อผ้าเด็กน่ารัก
เสื้อผ้าเด็กน่ารัก
เสื้อผ้าเด็กน่ารัก
ป้ายกำกับ:
เสื้อผ้าเด็ก,
เสื้อผ้าเด็กน่ารัก,
เสื้อผ้าเด็กราคาถูก
น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของทารกวัยแรกเกิด – 1 ขวบ
วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556
พ่อแม่หลายคนเวลาเจอเด็กทารกคนอื่นที่รูปร่างอวบอ้วน จ้ำม้ำน่าหยิก ก็อาจจะกังวลว่า ลูกของเรานั้นมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไปหรือเปล่า หรือบางคนก็กังวลว่าลูกของเราจะกินนมน้อยไปไหมทำให้น้ำหนักตัวน้อย วันนี้เราจะแนะนำเกณฑ์น้ำหนักมาตราฐานของเด็กในวัยแรกเกิดจนอายุ 1 ปีเพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ
เด็กวัยแรกเกิดควรมีน้ำหนักตัวประมาณเท่าไร?
โดยปกติเด็กวัยแรกเกิดที่คลอดตามปกติ (ไม่ได้คลอดก่อนกำหนด) จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม (3 กิโลกรัม) แต่ก็มีไม่น้อยที่เด็กเกิดมาแล้วมีน้ำหนักตัวถึง 4,000 กรัม (ทีมงานเราท่านหนึ่งเกิดมาน้ำหนักตัวตั้ง 4,200 กรัม แหนะ) ดังนั้นหากลูกของเรามีน้ำหนักตัวระหว่าง 3,000 – 4,000 กรัมก็ถือว่าเป็นปกติสำหรับเด็กแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวลไป แต่หากลูกของเราเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด โดยมากน้ำหนักตัวจะไม่ถึง 3,000 กรัม แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อเขาเติบโตขึ้นน้ำหนักตัวของเขาก็จะเพิ่มไวกว่าเด็กทั่วไปเช่นกันค่ะ
เมื่อทารกแรกเกิดเข้าสู่วัย 3 เดือน
น้ำหนักตัวหลักจากแรกเกิดนั้น โดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 700 – 800 กรัมต่อเดือน ดังนั้นเมื่อลูกของเรามีอายุครบ 3 เดือน น้ำหนักตัวของลูกก็ควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2,100 – 2,400 กรัม นับจากตอนแรกเกิด แต่ทั้งนี้เด็กบางคนก็อาจจะมีเกณฑ์เพิ่มมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์ได้ค่ะ
เมื่อทารกเข้าสู่วัย 4 – 6 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละเดือนในช่วงนี้จะอยู่ที่ 500 – 600 กรัมต่อเดือน ซึ่งจะน้อยกว่าในช่วง 1 – 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะ แต่หากเด็กบางคนที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าเกณฑ์นี้ ก็ต้องดูว่าลูกกินอะไรไปเป็นพิเศษหรือเปล่านะค่ะ
เมื่อทารกเข้าสู้วัย 7 – 9 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 400 กรัมต่อเดือน อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้นิดหน่อยค่ะ
เมื่อทารกเข้าสู่วัย 9 – 12 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มในแต่ละเดือนจะลดลงอีก เหลือเพียงเดือนละประมาณ 300 กรัมต่อเดือนค่ะ
เมื่อทารกเข้าสู่วัย 1 ขวบ
ช่วงนี้น้ำหนักตัวจะเพิ่มเพียงเดือนละ 200 กรัม ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ลูกมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากหรือน้อยในแต่ละเดือนด้วย
ซึ่งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวนั้นบางครั้งอาจจะเพิ่มหรือลดเพราะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้น้ำหนักตัวของลูกเปลี่ยนแปลง เช่น
ฟันกำลังจะขึ้น
ไม่สบายหรือมีอาการเจ็บป่วย
เพิ่งกินนมหรืออาหารเสร็จ
เพิ่งถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะไป
ถอดหรือใส่เสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป
แล้วเราควรจะชั่งน้ำหนักลูกบ่อยแค่ไหน?
หากที่บ้านมีเครื่องชั่งที่เหมาะสมอยู่แล้วก็สามารถชั่งน้ำหนักได้ทุกวันค่ะ แต่หากไม่มีก็ชั่งตอนที่เราพาลูกไปพบคุณหมอตามนัดปกติก็ได้ หากน้ำหนักตัวของลูกต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่เขายังคงกินนมได้ตามปกติ ร่าเริง นอนหลับได้ตามปกติแม้น้ำหนักตัวจะเพิ่มน้อยกว่าเกณฑ์เล็กน้อยก็ยังไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะค่ะ แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ ก็อาจจะขอคำแนะนำจากคุณหมอตอนที่เราพาลูกไปฉีดวัคซีนก็ได้ค่ะ
babytrick.com
เด็กวัยแรกเกิดควรมีน้ำหนักตัวประมาณเท่าไร?
โดยปกติเด็กวัยแรกเกิดที่คลอดตามปกติ (ไม่ได้คลอดก่อนกำหนด) จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม (3 กิโลกรัม) แต่ก็มีไม่น้อยที่เด็กเกิดมาแล้วมีน้ำหนักตัวถึง 4,000 กรัม (ทีมงานเราท่านหนึ่งเกิดมาน้ำหนักตัวตั้ง 4,200 กรัม แหนะ) ดังนั้นหากลูกของเรามีน้ำหนักตัวระหว่าง 3,000 – 4,000 กรัมก็ถือว่าเป็นปกติสำหรับเด็กแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวลไป แต่หากลูกของเราเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด โดยมากน้ำหนักตัวจะไม่ถึง 3,000 กรัม แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อเขาเติบโตขึ้นน้ำหนักตัวของเขาก็จะเพิ่มไวกว่าเด็กทั่วไปเช่นกันค่ะ
เมื่อทารกแรกเกิดเข้าสู่วัย 3 เดือน
น้ำหนักตัวหลักจากแรกเกิดนั้น โดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 700 – 800 กรัมต่อเดือน ดังนั้นเมื่อลูกของเรามีอายุครบ 3 เดือน น้ำหนักตัวของลูกก็ควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2,100 – 2,400 กรัม นับจากตอนแรกเกิด แต่ทั้งนี้เด็กบางคนก็อาจจะมีเกณฑ์เพิ่มมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์ได้ค่ะ
เมื่อทารกเข้าสู่วัย 4 – 6 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละเดือนในช่วงนี้จะอยู่ที่ 500 – 600 กรัมต่อเดือน ซึ่งจะน้อยกว่าในช่วง 1 – 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะ แต่หากเด็กบางคนที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าเกณฑ์นี้ ก็ต้องดูว่าลูกกินอะไรไปเป็นพิเศษหรือเปล่านะค่ะ
เมื่อทารกเข้าสู้วัย 7 – 9 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 400 กรัมต่อเดือน อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้นิดหน่อยค่ะ
เมื่อทารกเข้าสู่วัย 9 – 12 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มในแต่ละเดือนจะลดลงอีก เหลือเพียงเดือนละประมาณ 300 กรัมต่อเดือนค่ะ
เมื่อทารกเข้าสู่วัย 1 ขวบ
ช่วงนี้น้ำหนักตัวจะเพิ่มเพียงเดือนละ 200 กรัม ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ลูกมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากหรือน้อยในแต่ละเดือนด้วย
ซึ่งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวนั้นบางครั้งอาจจะเพิ่มหรือลดเพราะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้น้ำหนักตัวของลูกเปลี่ยนแปลง เช่น
ฟันกำลังจะขึ้น
ไม่สบายหรือมีอาการเจ็บป่วย
เพิ่งกินนมหรืออาหารเสร็จ
เพิ่งถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะไป
ถอดหรือใส่เสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป
แล้วเราควรจะชั่งน้ำหนักลูกบ่อยแค่ไหน?
หากที่บ้านมีเครื่องชั่งที่เหมาะสมอยู่แล้วก็สามารถชั่งน้ำหนักได้ทุกวันค่ะ แต่หากไม่มีก็ชั่งตอนที่เราพาลูกไปพบคุณหมอตามนัดปกติก็ได้ หากน้ำหนักตัวของลูกต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่เขายังคงกินนมได้ตามปกติ ร่าเริง นอนหลับได้ตามปกติแม้น้ำหนักตัวจะเพิ่มน้อยกว่าเกณฑ์เล็กน้อยก็ยังไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะค่ะ แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ ก็อาจจะขอคำแนะนำจากคุณหมอตอนที่เราพาลูกไปฉีดวัคซีนก็ได้ค่ะ
babytrick.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















