ads 728x90

คาร์ซีท ป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์ได้อย่างไร และจะป้องกันได้อย่างไร

วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อุบัติเหตุเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของคนไทยรองจากโรคมะเร็ง คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุปีละประมาณ 4 หมื่นคน แต่สำหรับในเด็ก อุบัติเหตุเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 จากข้อมูลของ “คณะกรรมการป้องกันอุบัติเหตุแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2542 มีเด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 3,000-4,000 คน โดยสาเหตุอันดับ 1 มาจากการจมน้ำปีละประมาณ 1,400 คน และอันดับ 2 คืออุบัติเหตุจราจร ปีละ 900-1,200 คน โดยอุบัติเหตุจราจร หรือจากยานยนต์เกิดในเด็กและเยาวชนถึงร้อยละ 25-30 และตัวเลขการเสียชีวิตดังกล่าว ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี เนื่องจากความเจริญและการเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้การใช้ยวดยานพาหนะในการเดินทางมีมากขึ้น

การบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ สามารถลดลง และป้องกันได้ด้วยการสวมหมวกกันน็อก หรือหมวกนิรภัย ขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ และการคาดเข็มขัดนิรภัย ขณะโดยสารในรถยนต์

การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์เกิดได้อย่างไร และจะป้องกันได้อย่างไร
ขณะที่เกิดการชนกันของยานพาหนะกับยานพาหนะอื่น หรือต้นไม้ หรือเสาไฟฟ้าข้างทาง รถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็ว เมื่อมีการชนเกิดขึ้น ความเร็วจะลดลงทันทีทันใด แต่ผู้โดยสารที่อยู่ในรถนั้น ยังคงมีความเร็วเท่าเดิม จึงเกิดการกระแทกกับตัวรถ กระจก หรือกระเด็นออกมา แล้วทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตได้
นั่นคือเหตุผลที่เราต้องคาด เข็มขัดนิรภัย (seatbelt) เพราะเข็มขัดนิรภัย จะทำหน้าที่ยึดตัวผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารให้ติดกับที่นั่ง ทำให้ส่วนของร่างกายไม่ไปกระแทกกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งสามารถลดการบาดเจ็บที่รุนแรง และเสียชีวิตได้อย่างน้อยร้อยละ 50 รวมทั้งการมีถุงลมนิรภัย (air bag) ก็ช่วยเสริมความปลอดภัยได้มากขึ้นอีก แต่เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ออกแบบมาพอดีกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็ก  เพราะเข็มขัดนิรภัยจะต้องพาดจากไหล่ ผ่านทรวงอก มาที่บริเวณกระดูกเชิงกรานของผู้ใหญ่ สำหรับเด็กซึ่งมีขนาดร่างกายที่เล็กกว่า เข็มขัดนิรภัยจึงไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่สามารถยึดเด็กไว้กับที่นั่งได้  นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กต้องเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างมากในขณะที่โดยสารในรถยนต์ การป้องกันการบาดเจ็บจากการโดยสารในรถยนต์ของเด็ก จึงต้องใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ นั่นคือ คาร์ซีท ที่นั่งสำหรับเด็ก หรือที่เรียกกันว่า คาร์ซีท ( child car seat ) ซึ่งมาพร้อมกับระบบเข็มขัดที่ยึดติดกับที่นั่ง อันเป็นนวัตกรรมที่สามารถลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตในเด็กได้อย่างน้อยร้อยละ 50-70 เลยทีเดียว ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย เยอรมัน และประเทศในยุโรปอื่น ๆ จึงได้มีคำแนะนำการใช้ และมีกฎหมายบังคับให้ใช้ car seat สำหรับเด็กมานานนับสิบปีแล้ว
อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีกฎหมายในเรื่องนี้ เพราะอยู่ระหว่างการพัฒนาขึ้น แต่แพทย์ผู้ดูแลเรื่องอุบัติเหตุในเด็ก ก็ยังแนะนำให้ใช้ พ่อแม่ และผู้ปกครอง จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีกฎหมายออกมาก่อน
คำแนะนำในการเลือกที่นั่งสำหรับเด็กในรถยนต์
สำหรับคำแนะนำในการเลือกลักษณะของ car seat ที่เหมาะสมมีดังนี้
1. คาร์ซีท สำหรับเด็กแรกเกิด ถึงอายุ 6-9 เดือน หรือ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม : ใช้ที่นั่งสำหรับทารก แบบ lay-flat travel infant seat

2. คาร์ซีท สำหรับเด็กแรกเกิด ถึงอายุ 12-15 เดือน หรือน้ำหนักไม่เกิน 13 กิโลกรัม : อาจใช้ที่นั่งสำหรับทารกที่ใช้สำหรับเด็กเล็กได้ด้วย แต่ต้องติดตั้งบนเบาะหลังและหันไปด้านหลัง แบบ rearward-facing baby seat

3. คาร์ซีท สำหรับเด็กอายุ 9 เดือน ถึง 4 ปี หรือน้ำหนักระหว่าง 9-18 กิโลกรัม : ใช้ที่นั่งสำหรับเด็กเล็กแบบ forward-facing child seat ได้

4. คาร์ซีท สำหรับเด็กอายุ 4-6 ปี หรือน้ำหนักระหว่าง 15-25 กิโลกรัม : ใช้แบบ booster seat

5. คาร์ซีท สำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี หรือน้ำหนักระหว่าง 22-36 กิโลกรัม : ใช้แบบ booster cushion

นอกจากการเลือกแบบที่เหมาะสมแล้ว การติดตั้งก็ต้องเหมาะสมด้วย โดยต้องติดตั้งที่เบาะหลังเท่านั้น ไม่ใช่เบาะนั่งด้านหน้าข้างคนขับ เพื่อป้องกันอันตรายจากถุงลมนิรภัย
สุดท้ายนี้ ขอให้พ่อ แม่ และผู้ปกครองได้คำนึงอยู่เสมอว่า การเดินทางโดยรถยนต์ของเด็กที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมนั้น ไม่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานของท่าน และเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะการเดินทางโดยให้เด็กนั่งตักผู้ใหญ่ หรือผู้ใหญ่อุ้มเด็กไว้ ที่เราปฏิบัติกันทั่วไปในประเทศไทยนั้น มีอันตรายมาก หากเกิดอุบัติเหตุ ตัวเด็กจะถูกกระแทกทั้งจากของแข็งหรือตัวรถที่อยู่ข้างหน้า และตัวคนที่อุ้มเด็กนั้นเอง ทางเดียวที่จะช่วยเด็กให้มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นได้คือ การใช้ คาร์ซีท child car seat หรือ ที่นั่งสำหรับเด็ก ที่เหมาะสมเท่านั้น


britaxthailand.com

ทำไมมาอุ้มครรภ์ในไทยถึงเป็นสิ่งที่ดี

ไทยแลนด์เซอโรเกซีย์รู้ดีว่าเมื่อพูดถึงประเทศไทย เรามักนึกถึงทะเลที่งดงาม ดินแดนของศาสนาพุทธ วัดวาอาราม อาหารที่รสชาติร้อนแรง แต่อย่างไรก็ดีที่ประเทศไทยก็ยังเป็นที่ที่งดงาม อีกทั้งที่นี่ยังมีสถานพยาบาลที่ทำกิฟท์ได้ดีเยี่ยมระดับโลก ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยเป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่งในปี 2011 มีผู้เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากถึง 1.6 ล้านคน ซึ่งถึงว่ามากที่สุดในโลกเลยทีเดียว
ซึ่งปัจจุบันมีเพียงสองประเทศในทวีปเอเชียที่ให้บริการนี้ นั่นคือประเทศไทยและประเทศอินเดีย ซึ่งทั้งสองประเทศช่วยให้คุณประหยัดมากกว่าร้อยละ 60 แต่มีหลายปัจจัยที่คุณควรเลือกประเทศไทย หลายคู่รักผิดหวังจากที่อื่นก่อนจะมาที่ประเทศไทย เราให้บริการอุ้มครรภ์แทนด้วยจริยธรรมและดูแลหญิงที่อุ้มครรภ์แทนอย่างดี อนุญาตให้พวกเธอได้อยู่กับครอบครัวในช่วงอุ้มท้อง เพราะเราเชื่อว่าการดูแลที่ดีจากครอบครัวคือพื้นฐานที่สำคัญต่อสภาพร่างกายและสภาวะจิตใจ ซึ่งเราได้จัดเตรียมพนักงานคอยอำนวยความสะดวกในการพาหญิงอุ้มครรภ์แทนเดินทางไปกลับระหว่างที่พักและสถานพยาบาลเพื่อลดความตึงเครียดของผู้ตั้งครรภ์
และที่นี่คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับความบ้นเทิงมากมาย คุณสามารถมีความสุขกับหาดทรายทะเลที่สวยงาม พักผ่อนให้สบายระหว่างที่ลูกของคุณกำลังจะคลอดในดินแดนที่งดงามแห่งนี้ ซึ่งยังมีอีกหลายปัจจัยที่คุณควรเลือกประเทศไทย
จริยธรรม
ที่ประเทศไทยสถานพยาบาลจะมีคณะกรรมการคอยตรวจสอบด้านจริยธรรม ซึ่งจะทำให้คุณมั่นใจว่าภายใต้การบริการที่ดีเยี่ยม เราไม่มีการก้าวล่วงคำว่าจริยธรรมต่อผู้บริจาครังไข่และหญิงที่อาสามาอุ้มครรภ์ เฉพาะผู้ที่ไม่สามารถมีบุตรด้วยตนเองเท่านั้นจะได้รับการพิจารณา คณะกรรมการด้านจริยธรรมจะคอยตรวจสอบสวัสดิภาพด้านการแพทย์ รวมไปถึงดูแลด้านการเงิน
โครงสร้างที่ดี
ประเทศไทยมีโครงสร้างการพัฒนาที่ดีที่สุดในเอเชีย การเดินทางในกรุงเทพฯไม่ใช่เรื่องยาก แท็กซี่มีให้บริการในสภาพใหม่และปรับอากาศ แถมรถแท็กซี่ยังมีสีสันสดใส ผู้ขับสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษแบบง่ายๆได้ รถไฟฟ้าก็ช่วยให้การเดินทางง่ายมากขึ้น รถไฟฟ้านี่เองได้เชื่อมโยงจุดท่องเที่ยวที่สำคัญๆของกรุงเทพฯเข้าไว้ด้วยกัน ไม่แพงและยังมีป้ายภาษาอังกฤษอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง ทางด่วนก็กว้าง 4 เลนส์และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีรถไฟใต้ดินอีกด้วย
แพทย์ผู้ชำนาญ
แพทย์ของประเทศไทยที่ไทยแลนด์เซอโรเกซีย์ร่วมงานด้วย มีความชำนาญอย่างมาก ส่วนมากได้รับการศึกษามาจาก สหรัฐฯ อังกฤษ หรือ ออสเตรเรีย หลังจากศึกษาจบ ส่วนใหญ่มีการฝึกงานและเรียนรู้แบบแพทย์ฝั่งตะวันตก ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ของไทยได้รับการฝึกฝนจนชำนาญเฉพาะทางด้านการทำกิฟท์ ซึ่งมีเป็นจำนวนมากที่มีชื่อเสียงระดับโลก
สถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก JCI
สถานพยาบาลในไทยจำนวนมากต่างยกระดับเพื่อให้ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรอง JCI ทั้งสิ้น 15 แห่ง JCI ย่อมาจาก Joint Commission International ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
คนไทยและวัฒนธรรมไทย
คนไทยมีความอบอุ่น เป็นกันเอง และถือว่าเป็นคนที่น่ารักทำให้ที่นี่ถูกขนานนามว่าเป็น แลนด์ออฟสไมล์ ด้วยความเป็นมิตรต่อผู้คนนานาชาตินี่เอง อาณาจักรไทยตั้งแต่อดีตมา และนับเป็นประเทศเดียวในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นมืองขึ้นของชาติใด ถ้าจะพูดถึงวัฒนธรรม ร้อยละ 95 จะเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ เพียงขับรถรอบเมืองเพียงไม่กี่นาที คุณจะได้เห็นวัดวาอารามที่งดงาม รวมถึงความรักของประชาชนที่มีต่อพระมหากษัตริย์และพระราชินีของพวกเค้า และนี่เองที่ทำให้ประเทศไทยแตกต่างและไม่มีที่ใดในโลกที่เทียบได้ ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี เมื่อคุณมาสัมผัสประเทศไทย คุณจะทราบดีว่าครั้งเดียวไม่เพียงพอ คุณจะอยากกลับมาเยือนอีกอย่างแน่นอน
คุณภาพในราคาย่อมเยา
เมื่อคุณเลือกเรา ไทยแลนด์เซอโรเกซีย์ คุณสามารถประหยัดได้มากถึงร้อยละ 50-60 ทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับการให้หญิงอื่นอุ้มครรภ์แทนที่ประเทศสหรัฐฯ แต่ราคาไม่ใช่ทั้งหมด คุณภาพที่ยอดเยี่ยมซึ่งเรียกว่าทิ้งห่างจากบริการจากประเทศอินเดียอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ความเอาใจใส่ในการดูแลผู้เข้ารับบริการมีความอ่อนโยนราวกับว่าคุณเข้าไปในสปามากกว่าในโรงพยาบาล เราขอให้คุณสบายใจได้เมื่อเลือกที่จะเลือกใช้บริการที่ประเทศไทย
เมื่อฟังประโยชน์ทั้งหมดนี้แล้ว ทำไมหล่ะที่จะไม่เลือกมาใช้บริการอุ้มบุญที่ประเทศไทย?

thai.thailand-surrogacy.com


 

Most Reading